Hot Products  
เซนจูเรีย ฟิชออยล์ ชนิด 50 แคปซูล
(USA)
[อ่านต่อ]
เซนจูเรีย แคลเซียม โททอล ชนิด 60 เม็ด
(USA)
[อ่านต่อ]
เอวา เก๋ากี้สกัด
โกจิ เบอร์รีสกัด
[อ่านต่อ]
 
 
   
Home
Products
Aboutus
Contactus
Shopping  
 

แคลเซียม (Calcium)

แคลเซียม (Calcium) แคลเซียมเป็นองค์ประกอบสำคัญของกระดูกและฟัน เมื่อร่างกายได้รับแคลเซียมจะมีการดูดซึมเอาไว้ใช้ตามความจำเป็นแบบวันต่อวัน แคลเซียมส่วนใหญ่จะถูกดูดซึมไปยังกระดูกและฟันโดยตรง เพื่อการเสริมสร้างและคงความแข็งแรงของกระดูกและฟัน ซึ่งคิดเป็น 99% ส่วนอีก 1% จะถูกดูดซึมไปใช้ประโยชน์ทั่วร่างกาย เช่น การแข็งตัวของเลือด การหดรัดของกล้ามเนื้อ การส่งความรู้สึกไปตามเส้นประสาทต่างๆ การเก็บกักและการปลดปล่อยฮอร์โมน รวมทั้งยังทำให้หัวใจเต้นเป็นปกติ และช่วยรักษาระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายรวมถึงกระบวนการการทำงานของอวัยวะอื่นๆที่สำคัญอีกมากมาย

วันหนึ่งคนไทยต้องได้รับแคลเซียม 800-1,500 มก.แต่ปัจจุบันคนไทยได้รับแคลเซียมเฉลี่ยเพียง 361 มก.เท่านั้นซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งหากร่างกายเราได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ ร่างกายจะดึงแคลเซียมที่สะสมในกระดูกมาใช้ เมื่อเกิดขึ้นเป็นประจำแคลเซียมถูกดึงออกมาใช้มากจนกระทั่งกระดูกพรุน เปราะบางทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง แตกหักได้ง่าย ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นอาการของโรคกระดูกพรุน ในระยะแรกโรคนี้จะไม่แสดงอาการออกมา จนกระทั่งมีความรุนแรงมากขึ้น จึงแสดงอาการออกมา เช่น ปวดหลังเรื้อรัง หลังค่อมเนื่องจากการยุบตัวของกระดูกสันหลัง หรือกระดูกสะโพกหัก ทำให้เดินไม่ได้เหมือนเดิม และเกิดภาวะแทรกซ้อน อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

ความต้องการแคลเซียมเบื้องต้นวัดได้จากสมดุลระหว่างปริมาณแคลเซียมที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายกับปริมาณที่ขับออกทางปัสสาวะ รวมถึงจากการซ่อมแซมและสร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมา ความต้องแคลเซียมในแต่ละช่วงวัยจึงมีความแตกต่างกัน ซึ่งพบว่าเมื่ออายุมากขึ้นความต้องการแคลเซียมในแต่ละวันก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

 

วัยเด็ก (0 -10 ปี) เป็นวัยที่มีการสร้างกระดูกมากกว่าการสลายตัว จึงต้องการแคลเซียมเพื่อการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูกและฟันเพื่อเป็นโครงสร้างของร่างกาย จากการศึกษาพบว่าถ้าปริมาณแคลเซียมในร่างกายเด็กต่ำ จะทำให้ขบวนการสะสมเกลือแร่ในกระดูกและความหนาแน่นของกระดูกต่ำ ทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อนหรือโรคกระดูกค่อมงอได้ ทั้งยังส่งผลถึงพัฒนาการในวัยเด็กด้วยก็คือ การนั่ง คลาน เดิน สามารถทำได้ช้าเพราะกระดูกขาของเด็กได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอจึงไม่สามารถรับน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นตามอายุได้ นอกจากนี้ยังทำให้ขาโก่ง กระดูกซี่โครงโค้งงอ กระดูกเชิงกรานมีรูปร่างผิดปกติ ซึ่งอาการเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้ นอกจากจะทำการผ่าตัดใหญ่เท่านั้น

วัยรุ่น (11-25 ปี) จากการศึกษาวิจัยพบว่า วัยรุ่นเป็นช่วงที่ร่างกายดำเนินขบวนการก่อรูปกระดูก หากร่างกายได้รับแคลเซียมในปริมาณต่ำกว่าร่างกายต้องการจะก่อให้เกิดโรคกระดูกอ่อน มีอาการเจ็บกระดูกและกล้ามเนื้อ หากกระดูกหักจะสมานให้เหมือนเดิมได้ช้า การได้รับแคลเซียมที่เพียงพอตั้งแต่อยู่ในวัยรุ่นถือเป็นการยืดอายุการสึกและผุกร่อนของกระดูกให้ยาวนานกว่าคนที่อยู่ในวัยเดียวกัน

วัยผู้ใหญ่ (26-50 ปี) วัยผู้ใหญ่เป็นวัยที่กระบวนการสร้างและการสลายตัวของกระดูกมีความสมดุลกัน และพบว่า เมื่ออายุ 30 ปี ความสามารถในการสะสมแคลเซียมของร่างกายจะหมดไป ในขณะที่ร่างกายยังคงต้องการแคลเซียมอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงควรมีการทานแคลเซียมที่เพียงพอกับความต้องการในแต่ละวันของร่างกาย เพื่อลดความเสี่ยงของโรคที่เกิดจากการขาดแคลเซียมที่จะเกิดขึ้นตามมา

วัยสูงอายุ (51 ปีขึ้นไป) คนปกติจะมีโอกาสสูญเสียแคลเซียมจากกระดูกเมื่ออายุมากขึ้น เพราะการสร้างกระดูกน้อยกว่าการสลายตัว จึงมีความเสียงเกี่ยวกับโรคกระดูกสูง โดยเฉพาะหญิงวัยหมดประจำเดือน จากการศึกษาพบว่า ร่างกายจะสูญเสียกระดูกในช่วงประมาณ 5-6 ปีแรกหลังจากหมดประจำเดือน เนื่องจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน และประสิทธิภาพในการสร้างวิตามินดีซึ่งเป็นตัวช่วยดูดซึมแคลเซียมก็ลดลง จึงมีแนวโน้มเป็นโรคกระดูกพรุนสูง หรือในรายที่มีน้ำหนักมากอาจกระดูกหักได้เนื่องจากแบกรับน้ำหนักตัวไม่ไหว และที่ร้ายแรงก็คือผลเสียที่เกิดกับกระดูกสันหลัง กระดูกต้นขาและแขน โดยโรคดังกล่าวจะไม่แสดงอาการใดๆให้ทราบเลยจนกว่าจะมีอาการกระดูกหัก

สตรีมีครรภ์  แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อสภาวะการตั้งครรภ์ เพราะจะต้องถ่ายทอดแร่ธาตุดังกล่าวสู่ลูกเพื่อการพัฒนาโครงสร้างร่างกายของทารกในครรภ์ ถ้าสตรีตั้งครรภ์ได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอจะเกิดผลเสียทั้งแม่และลูกก็คือแม่จะมีอาการกล้ามเนื้อปวดเกร็งในบริเวณต่างๆของร่างกาย ที่พบบ่อยคือบริเวณน่องโดยจะเกิดขึ้นทั้งที่ไม่ได้ออกกำลังกายหรือเดินมาก จากการศึกษาพบว่าสตรีมีครรภ์เป็นตะคริวถึงร้อยละ 26.8 ส่วนใหญ่เริ่มมีอาการตั้งแต่อายุครรภ์ได้ 25 สัปดาห์ อาการดีขึ้นได้อย่างชัดเจนเมื่อได้รับแคลเซียม นอกจากนี้แคลเซียมยังช่วยให้พัฒนาการเติบโตของทารกในครรภ์เป็นปกติและยังช่วยรักษาเสถียรสภาพความหนาแน่นกระดูกของแม่ได้อีกด้วย

หากร่างกายเราได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอจะทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคดังต่อไปนี้

1.โรคกระดูกพรุน  ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนคือ 1. ผู้ที่อายุ 30 ปีขึ้นไป 2.หญิงวัยหมดประจำเดือน 3.ผู้ที่ดึ่มกาแฟเป็นประจำ 4.ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย 5.ผู้ที่ดื่มสุรา สูบบุหรี่เป็นประจำ 6.ผู้ที่ขาดแคลเซียม หรือวิตามินดี

2.โรคความดันโลหิตสูง มีการศึกษาพบว่าคนที่ความดันโลหิตสูงมักจะรับประทานแคลเซียมน้อยกว่าคนปกติ และยังพบอีกว่าการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม หรืออาหารเสริมช่วยลดความดันโลหิตลงในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ทั้งนี้เพราะแคลเซียมช่วยให้กล้ามเนื้อบีบตัวได้ดีและทำให้หัวใจและหลอดเลือดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงส่งผลให้ความดันโลหิตลดลงได้

3. โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีการศึกษาพบว่าคนที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ จะมีแนวโน้มลดลงได้เมื่อรับประทานแคลเซียมมีการพบว่าหลังได้รับแคลเซียม การแบ่งเซลล์ที่ผิดปกติลดลง 

4. อาการปวดก่อนมีประจำเดือน มีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าแคลเซียมช่วยบรรเทาอาการปวดก่อนมีประจำเดือน รวมทั้งอารมณ์ที่แปรปรวน ซึมเศร้า และอื่นๆ ที่มักจะเกิดก่อนที่จะมีประจำเดือน ทั้งนี้เพราะการที่มีระดับแคลเซียมในร่างกายต่ำส่งผลให้ระดับฮอร์โมนผิดปกติไปด้วย มีการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้เองในผู้หญิงหลายร้อยคนให้รับประทานแคลเซียมขนาด 750 มิลลิกรัมครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง พบว่าอาการที่เกี่ยวข้องที่มักเกิดก่อนมีประจำเดือนรวมทั้งอาการปวดลดลงอย่างเห็นได้ชัด ความรุนแรงก็ลงกว่าครึ่ง

ข้อควรระวังในการรับประทานแคลเซียม

1. ยากันชักและยาลดกรดในกระเพาะอาหารจะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม อาจพิจารณาใช้ยาเม็ดแคลเซียมเสริมโดยควรรับประทานพร้อมอาหารเย็น เนื่องจากในเวลากลางคืนจะเป็นช่วงที่แคลเซียมไหลออกจากกระดูกมากที่สุด ปริมาณแคลเซียมที่สูงขึ้นจะช่วยป้องกันการไหลออกจากกระดูก ป้องกันไม่ให้กระดูกบางได้ การรับประทานแคลเซียมพร้อมอาหารจะช่วยลดอาการปวดมวนท้องได้

2. การกิน calcium ร่วมกับสารอาหารอื่นๆ อาจทำให้การดูดซึม calcium ลดลงได้ เช่น เหล็ก และ สังกะสี อาจลดการดูดซึม calcium ได้ 40-50 %

3.. ผู้ป่วยที่ทำงานของไตไม่ปกติ ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง

4. ไม่ควรรับประทานพร้อมกับ Tetracycline หรือ ฟลูออไรด์ เนื่องจากยาทั้ง 2 จะจับกับแคลเซียมทำให้การดูดซึมลดลง

5. ผู้ป่วยที่เป็นนิ่วในทางเดินปัสสาวะ นิ่วที่ไต (Renal calculi)

6. ผู้ที่มีภาวะฟอสเฟตต่ำ (Hypophophatemia) หรือภาวะแคลเซียมเกิน (Hypercalcemia)

7. ผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบ Ventricular Fibrillation หรือผู้ป่วยที่ได้รับยา Digoxin

เอกสารอ้างอิง

1. Osteoporosis, The Ohio State university Medical center, www.medicalcenter.osu.edu/oatientcare/healthinformation/diseaseandconditions/womenhealth/osteoporosis/index.cfm

2. Standing Committee on the Scientific Evaluation of Dietary Reference Intakes, Food and Nutrition Board, Institute of Medicine. Dietary Reference Intakes for Calcium, Phosphorus, Magnesium, Vitamin D and Fluoride. Washington, DC: National Academy Press, 1997.

3. Weaver CM, Heaney RP. Calcium. In: Shils ME, Shike M, Ross AC, Caballero B, Cousins RJ. Modern Nutrition in Health and Disease. 10th ed. Baltimore, MD: Lippincott Williams & Wilkins, 2006:194-210.

4. Harold M.Silverman, Pharm.D. , Joseph Romano, Pharm.D. , Gary Elmer , Ph.D. , The Vitamin Book, 1999:325-333.

 
   
Copyright 2006 by Bio Panax Development (Thailand) Co., Ltd. E-Mail : Info@biopanax.com