Hot Products  
เซนจูเรีย ฟิชออยล์ ชนิด 50 แคปซูล
(USA)
[อ่านต่อ]
เซนจูเรีย แคลเซียม โททอล ชนิด 60 เม็ด
(USA)
[อ่านต่อ]
เอวา เก๋ากี้สกัด
โกจิ เบอร์รีสกัด
[อ่านต่อ]
 
 
   
Home
Products
Aboutus
Contactus
Shopping  
 

น้ำมันปลา (Fish Oil)

น้ำมันปลา ( Fish Oil) เป็นน้ำมันที่สกัดจากเนื้อปลาทะเล เช่น ปลาทู ปลาโอ ปลาซาบะ ปลาทูน่า มีปลาน้ำจืดชนิดเดียวที่ให้น้ำมันปลาที่ดีคือ ปลาแซลมอน

ช่วงระหว่างปี ค..1970 จนถึงปี ค..1980 นักวิจัยพบว่าชาวเอสกิโม ที่มีวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์คือ รับประทานปลาเป็นอาหารหลักนั้นมีอัตราการเกิดโรคหัวใจต่ำที่สุดในโลก เกิดจากการรับประทานอาหารส่วนใหญ่ที่มีกรดไขมันอันเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย คือ กลุ่มกรดไขมัน "โอเมก้า - 3" (Omega -3) ซึ่งพบมากในปลาทะเล

สารสำคัญที่จัดอยู่ในกลุ่มโอเมก้า-3 ที่อยู่ในน้ำมันปลาแบ่งได้เป็นสองชนิดใหญ่คือพวก EPA (EICOSAPANTAENOIC ACID) และ DHA (DOCOSAHEXANOIC ACID)

ทุก ๆ วัน ร่างกายของคนเรา ผลิตสารกลุ่มหนึ่งที่มีคุณสมบัติ คล้ายฮอร์โมน ชื่อ "EICOSANOIDS" สารกลุ่มนี้เป็นส่วนสำคัญในการควบคุมระบบการแข็งตัวของเลือด การหดตัวของหลอดเลือด และการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบ ในการผลิตสาร EICOSANOIDS นี้ร่างกายต้องใช้วัตถุดิบคือ ทั้งกรดไลโนเลอิก (Linoleic acid) และ กลุ่มโอเมก้า - 3 แต่ถ้าร่างกายได้รับกลุ่มโอเมก้า - 3 น้อยไป และมีกรดไลโนเลอิกเป็นสัดส่วนเกินพอดีร่างกายของเราย่อมมีปัญหาเกี่ยวกับลิ่มเลือดแข็งตัว ปวดท้องน้อยเวลามีประจำเดือน และข้ออักเสบ  

จากรายงานการวิจัย ซึ่งเกี่ยวกับ "น้ำมันปลา" นั้นมีมากมาย เป็นต้นว่า

·    ในกลุ่มเด็ก 468 คนในทวีปออสเตรเลีย ซึ่งได้รับประทานปลาทะเลที่อุดมด้วยกรดโอเมก้า - 3 อย่างน้อยหนึ่งครึ่งต่อสัปดาห์ เป็นกลุ่มที่เป็นโรคหอบหืดน้อยกว่า กลุ่มเด็กที่รับประทานปลาถึง 25 เปอร์เซ็นต์

·    ที่เมืองซีแอตเติ้ล สตรีจำนวน 324 คนที่รับประทานปลา อย่างน้อยสองครั้งต่อสัปดาห์ มีอัตราการเกิดโรคข้ออักเสบ ชนิดรูมาตอยต่ำลง ส่วนสตรีที่เกิดปัญหานี้ ถ้าได้รับน้ำมันปลา จะมีอาการอักเสบของข้อลดลง

·       สตรีที่ปวดท้องช่วงมีประจำเดือนมาก อาการปวดจะลดลง เมื่อรับประทานน้ำมันปลาเป็นเวลาสองเดือน

·    ส่วนโรคลำไส้เล็กอักเสบเรื้อรัง และมะเร็งเต้านมนั้น การได้รับกรดไขมันโอเมก้า - 3 ช่วยทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ มีอาการดีขึ้น และเกิดอาการกำเริบน้อยลง

ส่วนเรื่องเกี่ยวกับหัวใจ กรดไขมันกลุ่มนี้ช่วยทำให้เยื่อหุ้มเซลล์มีกลไกการปั้มเข้าออกสารต่าง ๆ เช่น แคลเซียม, โซเดียมคลอไรด์และประจุไฟฟ้าอื่น ดำเนินไปอย่างปกติเพื่อควบคุมการยืดและหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ช่วยให้หัวใจเต้นสม่ำเสมอ ลดการสะสมของไขมันที่ผนังเส้นเลือด ด้วยเหตุนี้ถ้ากรดโอเมก้า - 3 ขาดหายไป การเต้นของหัวใจย่อมผิดปกติเรียกว่า การเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) ซึ่งเป็นสาเหตุการตายที่พบบ่อย ดังปรากฏในการทดลองกับกลุ่มผู้ชาย 295 คน ที่เมืองซีแอตเติล ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่รับประทานปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง จะมีอัตราการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเนื่องจากหัวใจเต้นผิดจังหวะเพียงครึ่งหนึ่งของกลุ่มที่ไม่รับประทานปลา

ส่วนในประเทศอังกฤษ ผู้ชายจำนวน 883 คน ที่เคยมีอาการหัวใจวายแล้วดำรงชีวิตต่อมาเป็นเวลา 2 ปี โดยการรับประทานอาหารกลุ่มที่มีโคเลสเตอรอลต่ำ และรับประทานปลาทะเลที่มีกรดไขมันพวกนี้อย่างน้อย2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ผู้ชายกลุ่มนี้มีอัตราตายลดลง 29 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ดูแลตนเองทางโภชนาการดังกล่าว ส่วนชายชาวฝรั่งเศสที่เคยมีปัญหาเดียวกันจำนวน 289 คนนั้นมีอัตราตายจากโรคหัวใจลดลง ถึง 81 เปอร์เซ็นต์ใน 5 ปี ถ้ารับประทานอาหารดังกล่าวรวมทั้งพวกเนยเทียมที่ทำจาก Cainola oil

จากงานวิจัยขนาดใหญ่ 30 ฉบับจากทั่วโลกสรุปผลตรงกันว่าผู้ที่ได้รับน้ำมันปลาสม่ำเสมอมีโอกาสเสียชีวิตจากภาวะหัวใจพิบัติลดลงร้อยละ 36

นอกจากนี้เยื่อหุ้มเซลล์ในสมองมีส่วนประกอบที่เป็นดีเอชเอถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้จิตแพทย์ Dr.Joseph R.Hibbeln แห่ง National Institute on Alcohol Abuse and Alcoholism เชื่อว่าถ้าปริมาณดีเอชเอในเยื่อหุ้มเซลล์ของสมองต่ำลงย่อมก่อให้เกิดปัญหาในการสื่อสารทางสมอง จนเกิดความผิดปกติทางด้านอารมณ์ โดยเฉพาะอาการซึมเศร้า เพราะเขาเฝ้าติดตามดูในคนไข้ที่มีปัญหานี้และนักศึกษาชาวญี่ปุ่น 22 คน ที่มีอาการเครียด ก้าวร้าว ในช่วงก่อนสอบ ถ้าได้รับอาหารเสริมที่มีกรดไขมันกลุ่มนี้แล้วจะมีอาการก้าวร้าวลดลง

สรุปประโยชน์ของน้ำมันปลา จากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า DHA และ EPA ให้ผลต่อสุขภาพ ดังนี้

1. เป็นโครงสร้างของเยื่อหุ้มเซลล์ที่ดี ลดอาการดื้ออินซูลินในผู้ป่วยเบาหวาน ขัดขวางการเกิด Cyst และมะเร็ง ช่วยให้เซลล์แข็งแรงและอ่อนนุ่ม เช่นผิวหนัง เยื่อบุภายในหลอดเลือด เม็ดเลือด เกล็ดเลือด เพิ่มการนำสารอาหาร และออกซิเจนผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ ทำให้เซลล์สุขภาพสมบูรณ์ ลดอาการของโรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) รักษาอาการ Eczema หรือกลุ่มอาการแผลพุพอง หนอง สะเก็ดเหลือง

2. ลดโคเลสเตอรอลไม่ดี (LDL) และไขมัน (TG) แต่เพิ่ม โคเลสเตอรอลดี (HDL) ทำให้หลอดเลือดสะอาด ผนังยืดหยุ่นแข็งแรง ปกป้องอักเสบ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดแข็งตีบตัน ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ฟื้นฟูสุขภาพของหัวใจทำให้หัวใจเต้นเป็นปกติ ปกป้องเส้นเลือดจากการเปราะและแตกง่าย ลดการอุดตันของเส้นเลือด ป้องกันการเกิดอัมพาต ช่วยการเลือดไหลเวียน ช่วยลดอาการมือเท้าเย็นในกลุ่มอาการ  เรโนด์ (Raynaud’s syndrome) ซึ่งจากผลการวิจัยสรุปว่าน้ำมันปลาจะมีประสิทธิภาพที่ดีในการลดระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด ได้ประมาณ 20%-50% ซึ่งประสิทธิภาพเทียบเท่ากับยาที่ใช้ในการลดระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ นอกจากนี้ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจที่รับประทานน้ำมันปลาวันละ 3,000 มิลลิกรัม ร่วมกับวิตามินอีธรรมชาติ 200-400 ยูนิต สามารถลดอัตราการตายเนื่องจากหัวใจล้มเหลวลง 15% เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับประทานน้ำมันปลา

3.  ควบคุมความดันโลหิต มีผลช่วยลดความดันโลหิตสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูง จากการวิจัย พบว่ายิ่งบริโภคโอเมก้า-3มากเท่าใด อัตราการเกิดความดันโลหิตสูงก็จะลดลงมากเท่านั้น สำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูงไม่มาก ซึ่ง John Hopkins Medical School ได้สรุปรวบรวมผลการศึกษาจาก 17 รายงานการศึกษา พบว่าการรับประทานน้ำมันปลาประมาณ 3,000 มิลลิกรัมต่อวัน สามารถช่วยลดความดันล่าง (Diastolic pressure) ได้ 3.5 มิลลิเมตร และความดันบน (Systolic pressure) ได้ถึง 5.5 มิลลิเมตรปรอท

4. โอเมก้า-3 ใช้เพิ่มอัตราส่วน โอเมก้า-3: โอเมก้า-6 ให้เป็น 1:4 จะช่วยบรรเทาอาการอักเสบต่างๆ ของข้อและเนื้อเยื่อ เช่น ข้ออักเสบ รูมาตอยด์ ข้ออักเสบเรื้อรัง โรคผิวหนัง lupus, และโรคแพ้ภูมิตนเอง จากการศึกษามานานหลายปีพบว่าเมื่อให้โอเมก้า 3 อาการอักเสบ บวม แดง ร้อน การติดของข้อจะลดลง ในวงการแพทย์นำโอเมก้า-3 ไปใช้ในการทำยากลุ่มลดการอักเสบNSAID โดยรายงานการวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Surgical Neurology ระบุว่าน้ำมันปลาสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดคอหรือปวดหลังเรื้อรัง โดยทำการศึกษากับผู้ป่วย 250 คนพบว่าหลังจากรับประทานน้ำมันปลา 75 วัน ผู้ป่วยประมาณ 59% สามารถเลิกรับประทานยาแก้ปวดต่างๆได้ ผู้ป่วยประมาณ 60% พบว่าอาการปวดหลังและปวดคอลดลง และผู้ป่วยกว่า 88% รู้สึกพึงพอใจกับผลที่ได้รับและยืนยันที่จะรับน้ำมันปลาต่อ ผลการศึกษาจาก Harvard Medical School ได้ทำการรวบรวมผลการศึกษาจาก 10 งานวิจัย ในผู้ป่วยไขข้ออักเสบ 368 รายที่รับประทานน้ำมันปลา พบว่าช่วยลดอาการเจ็บและข้อติดตรึงในตอนเช้า

5. DHA ช่วยบำรุงสมอง ทำให้รับรู้ จดจำแม่น ฉลาดในเด็ก ลดอาการโรคปวดศีรษะไมเกรน ป้องกันโรคสมองเสื่อม ผลวิจัยทางการแพทย์จากมหาวิทยาลัย UCLA ของอเมริกา พบว่าการรับประทานน้ำมันปลาช่วยป้องกันสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ (Azheimer) ได้เนื่องจากการศึกษาเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ในคนสูงอายุกว่า 1,000 คน เป็นเวลา 10 ปี พบว่าระดับ DHA ที่ลดต่ำลงก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อม โดยDHA จะช่วยเพิ่มสาร LH11ซึ่งเป็นโปรตีนที่เป็นตัวช่วยลดการเกิดการสร้าง plaques (เส้นใยหรือไฟบริล) ในสมองซึ่งเป็นตัวการที่ทำลายใยประสาทส่วนความจำ

6.  มีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบประสาทส่วนกลางและการมองเห็น จากการศึกษาพบว่า 40% ของกรดไขมันในสมอง และ 60% ของกรดไขมันในประสาทตา คือ DHA  

7.  ลดอาการซึมเศร้า นอนไม่หลับ และอาการแสดงของโรคทางจิตอื่นๆ: โอเมก้า -3 ไปช่วยให้สมองทำหน้าที่ได้ดี นักวิจัยพบความเชื่อมโยงของอารมณ์เสียกับระดับของ โอเมก้า -3 ที่ลดต่ำลง โอเมก้า-3 จะช่วยทำให้การสื่อสาร ตอบสนอง และรับรู้ระหว่างเซลล์สมองเป็นไปได้อย่างถูกต้อง ไม่ติดขัด และมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การทดลองทางคลินิกได้ขยายการวิจัยถึงการให้โอเมก้า-3 แบบเป็นอาหารเสริมจะช่วยลดความรุนแรงของโรคทางจิตได้ แม้แต่ในโรคที่มีการเสื่อมและทำลายประสาท

8. ลดความเลี่ยงการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เต้านม และต่อมลูกหมาก โดยผลการวิจัยขั้นต้นที่ทำในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส พบว่า โอเมก้า 3 ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านม และในคนที่กินโอเมก้า 3 เป็นอาหารเสริม จะมีโอกาสเกิดสารก่อมะเร็งในลำไส้ใหญ่น้อยกว่าคนที่ไม่กินโอเมก้า 3

ขนาดที่พอเหมาะ ปลาทะเลวันละ 30 กรัม น้ำมันปลาวันละ 3 กรัม (1000-3000 มิลลิกรัม)

เอกสารอ้างอิง

1.      Connor, William E. Importance of n-3 fatty acids in health and disease. American Journal of Clinical Nutrition, Vol.71 (suppl), January 2000, pp.171S-75S

2.      Eritsland, Jan Safety considerations of polyunsaturated fatty acids. American Journal of Clinical Nutrition, Vol. 71 (suppl), January 2000, pp. 197S-201S

3.      Jacobson TA, Miller M, Schaefer EJ. Hypertriglyceridemia and cardiovascular risk reduction. Clinical Therapeutics Volume 29, Number 5, 2007

4.      Kawakita E, Hashimoto M, Shido O. Docosahexaenoic acid promotes neurogenesis in vitro and in vivo. Neuroscience 2006;139:991-7.

 
   
Copyright 2006 by Bio Panax Development (Thailand) Co., Ltd. E-Mail : Info@biopanax.com