ติดตามเรา
 
ตะกร้าสินค้า
0 รายการ
 
สินค้าขายดี
 

เห็ดหลินจือ (Lingzhi)

เห็ดหลินจือ (Lingzhi) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ganoderma lucidum (Fr.) Karst ซึ่งมีชื่อเรียกต่างๆ กันไปตามท้องถิ่นเช่น เห็ดหมื่นปี เห็ดอมตะ เห็ดจวักงู ชื่ออังกฤษคือ Holy mushroom แปลว่าเห็ดศักดิ์สิทธิ์หรือ Lacquered mushroom แปลว่าเห็ดที่มีผิวเหมือนทาแลคเกอร์ ในประเทศจีนเรียกเห็ดนี้ว่าLingzhi ส่วนในญี่ปุ่น เรียกว่า Reishi ส่วนชาวไทยส่วนใหญ่นิยมเรียกเห็ดชนิดนี้ว่า "หลินจือ" เห็ดหลินจือเป็นเห็ดที่มีสีน้ำตาลแดงไปจนถึงสีน้ำตาลม่วงและดำ หมวกมีลักษณะคล้ายพัดและอาจมีรูปร่างคล้ายถั่วแดงหรือไต ผิวหมวกจะมีลักษณะเป็นมันเงา ดอกเห็ดที่สมบูรณ์จะมีสีน้ำตาลแดง

เห็ดหลินจือ เป็นยาจีน (Chinese traditional medicine) ที่ใช้กันมานานกว่า 2,000ปีเป็นของหายากมีคุณค่าสูงในทางสมุนไพรจีน และได้ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์โบราณเซินโหลงเปิ่นฉ่าวจิง ซึ่งเป็นตำราเก่าแก่ที่สุดของจีนและมีคนนับถือมากที่สุดได้กล่าวไว้ว่า เห็ดหลินจือ ใช้บำรุงร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะได้ดีเยี่ยมและสามารถรักษาโรคต่างๆได้ ซึ่งในปัจจุบันสายพันธุ์ที่นิยมบริโภคเพื่อบำรุงร่างกายรักษาโรคมากที่สุดคือเห็ดหลินจือแดงหรือน้ำตาลแดงเนื่องจากมีสารที่เป็นประโยชน์มากที่สุด

เห็ดหลินจือ ประกอบด้วยสารที่มีผลต่อการบำบัดโรคหลายชนิด แบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆคือ สารประเภทที่ละลายน้ำ 30% สารละลายอินทรีย์ 65% และสารระเหย 5% มีสารสำคัญเช่น Polysacchaarides, Triterpenoids, Germanium, Ganoderic Essence รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุ ซึ่งช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค ต้านมะเร็ง บำรุงตับ บำรุงสมองและระบบประสาท ปรับสภาวะสมดุลให้แก่ร่างกาย เหมาะสำหรับบำรุงร่างกายเนื่องจากมีความปลอดภัยสูง

โพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharides) เป็นสารที่มีโครงสร้างโมเลกุลที่สับซ้อน สามารถละลายในน้ำได้ เป็นสารสำคัญในเห็ดหลินจือที่จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของร่างกาย คือกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ต้านมะเร็ง ป้องกันการลุกลามของเซลล์มะเร็ง ช่วยปรับปรุงการทำงานของตับอ่อน ปรับระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยขจัดสารพิษ แต่เนื่องจาก Polysaccharides มีโครงสร้างที่ซับซ้อนอาจจะทำให้ย่อยยากจึงควรรับประทานวิตามินซีหรืออาหารที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยในการดูดซึมสาร Polysaccharides เข้าสู่ร่างกาย

เยอร์มาเนียม (Germanium) ในดอกเห็ดหลินจือมีเยอร์มาเนียมมากถึง 800 - 2,000 ppm สารเยอร์มา-เนียมมีประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้

1. ออกซิเจนในเลือด                             4. รักษามะเร็ง

2. กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย             5. ทำให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น

3. สมอง บำรุงประสาท                         6. กำจัดสารพิษ1.บำรุงตับ รักษาตับ

ไตรเทอร์ปีนอยด์ (Triterpenoids) มีประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้

           1. ต้านมะเร็ง                                                    4. ลดโคเลสเตอรอล ปรับไขมันในร่างกายให้ปกติ

           2. ควบคุมระดับความดันโลหิต ให้ปกติ                5. เสริมสร้างระบบย่อยอาหารให้ดีขึ้น

           3. ควบคุมภูมิแพ้                                               6. กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว

อะดีโนซีน (Adenosine) มีประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้

          1. ลดโคเลสเตอรอลและไขมันในเลือด

          2. เพิ่มความแข็งแรงให้แก่เยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดง

         3. เสริมสร้างฮอร์โมนในร่างกายให้แข็งแรงขึ้น

        4. ช่วยขจัดสารพิษและสร้างสมดุลให้แก่ร่างกาย

สารกาโนเดอริก (Ganoderic Essence) ช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือดและ ป้องกันการอุดตันของไขมันภายในเส้นเลือด

อัลคาลอยด์ (Alkaloids) เป็นสารตัวหนึ่งที่พบว่ามีฤทธิ์ในการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในหัวใจ ลดแรงต้านทานในผนังของเส้นเลือด ลดการใช้ออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ และเพิ่มความทนทานต่อภาวะขาดออกซิเจนเป็นเวลานานได้

กรดโอเลอิก (Oleic acid) เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวไม่มีสี มีสรรพคุณช่วยยับยั้งการหลั่งฮีสตามีนที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ

โปรตีนLz-8 ช่วยในการคุมโรคเบาหวาน ต้านทานไวรัสตับอักเสบบี ช่วยปรับระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานปกติ

กรดอะมิโนจำเป็น (Essential amino acids) หลินจือจัดว่าเป็นแหล่งโปรตีนที่สมบูรณ์เพราะมีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน จากการตรวจสอบปริมาณและอัตราส่วนของกรดอะมิโนชนิดต่างๆจากสารสกัดหลินจือโดยสถาบันวิจัยโครงสร้างแห่งชาติของจีน พบว่ามีคุณสมบัติและมาตรฐานใกล้เคียงกับโปรตีนชนิดสมบูรณ์ที่กำหนดโดยองค์การอาหารและการเกษตรโลก (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO)

จากการทดสอบสารสำคัญที่พบในเห็ดหลินจือจากประเทศต่างๆ พบว่าสารสำคัญเหล่านี้มีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายในหลายๆส่วน โดยแบ่งเป็นกลุ่มตามระบบการทำงานของร่างกายพบว่าเห็ดหลินจือสามารถรักษาและบำบัดโรคต่างๆในระบบการทำงานของร่างกายดังนี้

1.โรคมะเร็งในอวัยวะต่างๆของร่างกาย สารต่างๆในเห็ดหลินจือสามารถใช้รักษาโรคมะเร็งต่างๆได้ เช่น มะเร็งในสมอง มะเร็งเต้านม มะเร็งกระดูก มะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งผิวหนัง มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งในช่องท้อง เพราะเห็ดหลินจือมีสารเยอมาเนียมที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและมีโครงสร้างที่สามารถจับกับอิเล็กตรอนทำให้ศักย์ไฟฟ้าบริเวณเซลล์มะเร็งต่ำลง เมื่อศักย์ไฟฟ้าของเซลล์มะเร็งต่ำลงทำให้เม็ดเลือดขาวต่อสู้กับเซลล์มะเร็งได้ ด้วยเหตุนี้เห็ดหลินจือจึงสามารถรักษาโรคมะเร็งโดยใช้ระบบภูมิคุ้มของร่างกายได้ นอกจากนี้สารในเห็ดหลินจือยังช่วยขจัดอนุมูลอิสระซึ่งป้องกันการเกิดมะเร็ง

งานวิจัยโดย Wang SY พบว่าสารสกัดจากเห็ดหลินจือช่วยต้านมะเร็งโดยการเพิ่มสารทำลายมะเร็งจากเม็ดเลือดขาวจากการทดลองในจานเพาะเลี้ยง พบว่าเม็ดเลือดขาว ชนิด macrophage เมื่อได้รับสารสกัด Polysaccharide จากเห็ดหลินจือ จะมีการสร้างสารเคมีที่ช่วยในการต้านมะเร็งเช่น interleukin ( IL ) 1 beta, tumor necrosis factor ( TNF ) alpha, IL 6 และ interferon ( IFN ) gamma เพิ่มขึ้นตั้งแต่ 5 - 29 เท่า

ศาสตราจารย์ ดร.ฟูกูมิ โมริซิเงะ ประธานโรงพยาบาลนากามูระประเทศญี่ปุ่น ได้ศึกษาเกี่ยวกับสารอาหารที่เหมาะสมช่วยให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิต้านทานมายับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็ง โดยในระยะแรกเขาให้วิตามินซีแก่คนไข้ที่ได้รับการผ่าตัดมะเร็งออกจากร่างกาย เพื่อให้แผลผ่าตัดของคนไข้หายเร็วขึ้น และพบว่าคนไข้ผ่าตัดมะเร็งที่ได้รับวิตามินซีนั้น มีอาการหลังผ่าตัดดีขึ้นมากผิดปรกติ จึงได้รายงานผลการค้นพบไว้ใน International congress of microbiology (Tokyo) ปี 1975 ว่าอาการทางด้าน Post-operative hepatitis ลดลงมาก ในระยะหลังเริ่มมีการนำสารสกัดจากเห็ดมาใช้ในการต้านมะเร็งโดยทำการศึกษาจากเห็ดต่างๆ พบว่า เห็ดหลินจือมีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันและรักษามะเร็ง ทั้งชนิดที่ช่วยให้อาการฟื้นคืนสู่สภาพปรกติอย่างรวดเร็วหลังการผ่าตัด รวมถึงชนิดที่ไม่สามารถผ่าตัดได้แต่ใช้วิธีรักษาโดยการควบคุมสารอาหารเพียงอย่างเดียว

สิ่งยืนยันว่าวิธีการนี้ได้ผลคือการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ของอดีตประธานาธิบดี โรนัล เรแกน แห่งสหรัฐอเมริกา โดยวิธีผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออกและให้สารอาหารที่เหมาะสมแทนการรักษาด้วยวิธีเดิมซึ่งมักจะเป็นเคมีบำบัดหรือการฉายแสง สารอาหารที่ให้หลังการผ่าตัดประกอบด้วยวิตามินหลายอย่างได้แก่ บี3 บี6 ซี และเห็ดหลินจือ ที่มี Polysaccharides ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของ MACROPHAGE CELL ให้ทำลายเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น

จากการทดลองใช้สารสกัดจากเห็ดหลินจือล้างเส้นเลือดปรากฏว่าได้ผลน่าพอใจเนื่องจากพบว่ามี KUPFER CELL เพิ่มขึ้นในคนไข้มะเร็ง140คนที่ทดลองรักษาโดยวิธีนี้โดยการให้เห็ดหลินจือเป็นเวลา 8 เดือน พบว่ามีผู้รอดชีวิตถึง 124 คน นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างอีกมากมายหลายกรณีเช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งในเม็ดโลหิต มะเร็งในสมอง มะเร็งตับ มะเร็งปอด โดยทุกกรณีได้ใช้เห็ดหลินจือร่วมกับการักษาปรกติแล้วได้ผลดีในทุกกรณี  

สรุปเห็ดหลินจือช่วยรักษามะเร็งได้เพราะ

1. เห็ดหลินจือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี สามารถขจัดอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งได้

2. เห็ดหลินจือช่วยทำให้ศักย์ไฟฟ้าของเซลล์มะเร็งต่ำลง และช่วยทำให้เม็ดเลือดขาวเข้าไปต่อสู้ทำลายเซลล์มะเร็งได้

3. เห็ดหลินจือช่วยในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในแก่ร่างกายปรับสมดุลไม่ให้ทำงานผิดปกติ

4. การทำคีโมนอกจะทำลายเซลล์มะเร็งแล้ว เซลล์ปกติบริเวณรอบข้างก็ถูกทำลายไปด้วยซึ่งต่างจากเห็ดหลินจือที่ทำงานผ่านระบบภูมิคุ้มกันคือ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงทำงานเป็นปกติแล้วให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายเรานี้เป็นตัวจัดการกับเซลล์มะเร็งเองทำให้เซลล์ปกติอื่นไม่โดนทำลาย การทำคีโมมีผลข้างเคียงทำให้เม็ดเลือดขาวลดลงเพราะยาที่ใช้ทำคีโมมีพิษมาก เห็ดหลินจือสามารถช่วยกระตุ้นให้ไขกระดูกผลิตเม็ดเลือดขาวเพิ่มมากขึ้นได้จึงลดผลข้างเคียงของการทำคีโมได้บ้าง นอกจากนี้คนที่เป็นโรคมะเร็งมักต้องรับประทานยาจำนวนมากเป็นเวลาติดต่อกันซึ่งมีผลข้างเคียงคือตับโดนทำลาย ซึ่งเห็ดหลินจือจะช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพตับทำให้ตับทำงานได้ดีขึ้น

2. ระบบไหลเวียนของโลหิต เห็ดหลินจือสามารถรักษาโรคในระบบไหลเวียนโลหิตได้แก่ โรคที่เกิดจากการมีโคเลสเตอรอลในเลือดสูง เส้นเลือดอุดตัน หลอดเลือดแข็งตัว ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเส้นเลือดสูง โรคหัวใจ เห็ดหลินจือมีสารสำคัญที่เรียกว่า นิวคลีโอไชด์ ซึ่งมีคุณสมบัติละลายลิ่มเลือดที่อุดตันไม่ให้ลิ่มเลือดเกาะตัวง่ายเกินไปจนเกิดการอุดตันของเส้นเลือด เห็ดหลินจือไม่ได้ช่วยแค่เส้นเลือดที่หัวใจเท่านั้นยังรวมถึงเส้นเลือดทุกแห่ง รวมทั้งเส้นเลือดในสมองด้วย เห็ดหลินจือจึงสามารถรักษาโรค Stroke ได้และเห็ดหลินจือยังช่วยในการเพิ่มออกซิเจนที่สะสมในเนื้อเยื่อเพราะเห็ดหลินจือมีสารเยอมาเนียมที่ช่วยในการเพิ่มออกซิเจนที่สะสมในเนื้อเยื่อ นอกจากนี้เห็ดหลินจือมีสารไตรเทอพินที่ช่วยลดไขมันและโคเลสเตอรอลในเลือดไม่ให้มีมากเกินไป

นักวิจัยชาวญี่ปุ่นได้ศึกษาฤทธิ์ของสารในเห็ดหลินจือซึ่งเป็นสารกลุ่มไตรเทอร์ปีนในการลดความดันโลหิตพบว่าการทดสอบนั้นเห็ดหลินจือได้ทำให้หลอดเลือดมีการขยายตัว หัวใจจึงทำงานได้เป็นปกติ ในการทดลองของ Kabir และคณะฯ ได้ทดลองผสมผงเห็ดหลินจือลงในอาหารหนู 5% เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าหนูที่มีความดันโลหิตสูงมีความดันลดลงต่างจากกลุ่มที่ให้ยาหลอก นักวิจัย Lee และ Rhee ได้ศึกษากลไกในการออกฤทธิ์ของเห็ดหลินจือโดยทำการทดลองในกระต่ายพบว่าช่วยลดความดันโลหิตโดยฤทธิ์จะเพิ่มขึ้นตามขนาดของสารสกัดที่ได้

การทดลองในผู้ป่วย 53 คนที่รับประทานยาเม็ดที่เตรียมจากสารสกัดเห็ดหลินจือวันละ 240 มก. เป็นเวลา 6 เดือน พบว่าสารสกัดเห็ดหลินจือมีผลลดความดันโลหิตในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง ในการทดลองของ Cheng ได้ทดลองในผู้ป่วยที่ความดันโลหิตสูงเนื่องจากปริมาณไขมันในเลือดสูงและเกิดอาการอุดตันของหลอดเลือด พบว่าเห็ดหลินจือทำให้ความดันโลหิตลดลงและลดความข้นเหนียวของเลือดด้วย ส่วนในงานวิจัยของ Tao J. เป็นการวัดการแข็งตัวของเกล็ดเลือดในผู้ป่วยที่มีโรคเส้นเลือดแข็ง (Atherosclerosis) โดยรับประทานเห็ดหลินจือ 1 กรัม 3 เวลา เป็นเวลา 2 อาทิตย์ และทดสอบการจับตัวของเกล็ดเลือดพบว่าการจับตัวของเกล็ดเลือดน้อยลง

3. ระบบทางเดินหายใจ จากรายงานพบว่าเห็ดหลินจือสามารถใช้รักษาโรคในระบบทางเดินหายใจได้แก่ โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ไข้หวัด หืดหอบ ภูมิแพ้ อาการไอ

4. ระบบทางเดินอาหาร จากรายงานพบว่าเห็ดหลินจือสามารถใช้รักษาโรคในระบบทางเดินอาหารได้แก่ โรคกระเพาะอักเสบ ลำไส้อักเสบ ท้องผูก ทางเดินอาหารอักเสบเรื้อรัง

5. โรคที่ภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ โดยปกติภูมิคุ้มกันในร่างกายคนเรามีหน้าที่ในการค้นหาสิ่งผิดปกติที่เข้ามาในร่างกายเช่นเชื้อโรคต่างๆ แล้วสร้างเม็ดเลือดขาวขึ้นมาทำลายเชื้อโรคและสิ่งผิดปกตินั้น แต่หากภูมิคุ้มกันของร่างกายผิดปกติมันจะกลับมาทำลายเนื้อเยื่อของเราเองอย่างนี้เรียกว่าโรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ ตัวอย่างโรคนี้คือโรค SLE หรือ autoimmune disease และย่อมาจาก Systemic Lupus Erythematosus เห็ดหลินจือมีสารที่สำคัญตัวหนึ่งคือ โปรตีน Lz-8 ที่ช่วยในการปรับภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติที่ให้กลับมาเป็นปกติได้ และเห็ดหลินจือยังมีารเยอรมาเนียมและโพลีแซคคาไรด์ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงอีกด้วย

ในการทดลองปี1998 โดย Hijikata Y. จากญี่ปุ่นพบว่าการได้รับสารสกัดเห็ดหลินจือ 36 -72 กรัมสามารถลดอาการปวดของโรคงูสวัดได้

6. โรคตับแข็ง โรคตับเกิดจากแอลกอฮอล์ซึ่งมีพิษทำลายเซลล์เนื้อเยื่อของตับ ทำให้เกิดแผลที่ตับยิ่งนานเข้าจะเกิดใยแผลเป็นที่แข็งมากขึ้น และขัดขวางการทำงานของตับทำให้เกิดไขมันสะสมในตับมาก ตับเกิดการอักเสบเป็นแผลจนเกิดเป็นโรคตับแข็ง ซึ่งเห็ดหลินจือช่วยรักษาโรคตับได้เพราะ 

1. เห็ดหลินจือช่วยทำให้ใยแผลเป็นที่ตับคลายตัว ไม่รัดเส้นเลือดและเนื้อเยื่อที่ตับ

2. เห็ดหลินจือช่วยบำรุงตับ ฟื้นฟูการทำงานของตับ กระตุ้นการเกิดเซลล์ใหม่แทนเซลล์ที่ตายไป

3. เห็ดหลินจือช่วยขจัดอนุมูลอิสระและสารพิษ ซึ่งช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งที่ตับและทำให้ตับทำงานน้อยลงจากการวิจัยฤทธิ์ต่อตับ พบว่าเห็ดหลินจือมีฤทธิ์ทางด้านการจับอนุมูลอิสระ ซึ่งมีผลต่อการลดความเป็นพิษจากสารพิษได้ โดยปกติตับจะเป็นอวัยวะที่ทำลายสารพิษ ซึ่งในงานวิจัยพบว่า น้ำคั้นจากเห็ดหลินจือช่วยลดความเป็นพิษของสารต่างๆในตับหนูได้ นอกจากนี้ยังพบว่าเห็ดหลินจือมีฤทธิ์ช่วยในการลดน้ำตาลในเลือดจาก สารกลุ่มไกลแคน (Glycan) เช่น กาโนเดอร์แลน (Ganoderan A, B,C )

รายงานในประเทศไทย เป็นงานวิจัยของ รศ.พญ.ดร.นริสา ฟูตระกูล ภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่าค้นพบวิธีรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเนฟโฟรสิสชนิด Focal segmental sclerosis ที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยากดภูมิคุ้มกันโดยเปลี่ยนให้รับประทานสารสกัดจากเห็ดหลินจือวันละ 750 - 1,000 มิลลิกรัม ควบคู่กับการให้ยาขยายหลอดเลือดพบว่าช่วยฟื้นฟูระบบการทำงานของไตให้ดีขึ้นอีกทั้งภาวะเนื้อไตตายลดลงอย่างชัดเจน

การรับประทานเห็ดหลินจือ ควรบริโภคเห็ดหลินจือก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาทีหรือ 1 ชั่วโมง แต่สำหรับคนที่เป็นโรคกระเพาะให้รับประทานเห็ดหลินจือหลังอาหาร 2 ชั่วโมงแทน 

เอกสารอ้างอิง

1. วันดี กฤษณะพันธ์ รศ. ดร. สมุนไพรน่ารู้ . สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหวิทยาลัย. พิมพ์ครั้งที่2  2539:228-230

2.  Wasser SP. Therapeutic effects of substances occurring in higher basidiomycetes mushrooms: a modern perspective . Crit Rev Immunol 1999; 19: 65-96.

3.  Lee S. Natural inhibitors for protein prenyltransferase. Planta Med 1998; 64: 303-308.

4. Wang SY. The anti-tumor effect of Ganoderma lucidum is mediated by cytokines released from activated macrophages and T lymphocytes. Int J Cancer 1997; 70: 699-705.

5. Kabir Y. Dietary effect of Ganoderma lucidum mushroom on blood pressure and lipid levels in spontaneously hypertensive rats (SHR). J Nutr Sci Vitaminol (Tokyo) 1988; 34: 433-438.

6. Lee SY.  Cardiovascular effects of mycelium extract of Ganoderma lucidum: inhibition of sympathetic outflow as a mechanism of its hypotensive action. Chem Pharm Bull (Tokyo) 1990; 38: 1359-1364.

7. El-Mekkawy S.  Anti-HIV-1 and anti-HIV-1-protease substances from Ganoderma lucidum. Phytochemistry 1998; 49: 1651-1657.

8. Min BS.  Triterpenes from the spores of Ganoderma lucidum and their inhibitory activity against HIV-1 protease. Chem Pharm Bull (Tokyo) 1998; 46: 1607-1612.

9. Praphan Phanuphak .Clinical Study of Micronized Reishi Mushroom in Thai HIV Patients.  Faculty of Medicine, Chulalongkorn University, Thailand

10. Hikino H.  Mechanisms of hypoglycemic activity of ganoderan B: a glycan of Ganoderma lucidum fruit bodies. Planta Med 1989; 55: 423-428.

11. Hikino H. Hypoglycemic actions