เบาหวานภัยใกล้ตัว

ปัจจุบันโรคเบาหวานถือได้ว่าเป็นเป็นโรคที่นิยมเป็นมากและสามารถพบได้ทั้งหญิงและชาย ในอัตราส่วน ที่ใกล้เคียงกัน สาเหตุหลัก ๆ ของโรคมักเกิดจากความอ้วน และ การขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นหลัก จึงทำให้โรคนี้มีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในประเทศไทย

สาเหตุหลักของการเกิดโรคเบาหวานนั้น มักมาจากอวัยวะควบคุมระดับน้ำตาลภายในร่างกายได้ทำงานเสื่อมลง จนไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลที่มีอยู่ในเลือดได้ ซึ่งโดยปกติกลไกของร่างกายเมื่อเรารับประทานอาหารอะไรก็ตาม ที่เป็นน้ำตาลเข้าไป เราจะเรียกอาหารกลุ่มนั้นว่าเป็นกลุ่มคาร์โบไฮเดรตและอาหารกลุ่มนี้นี่เองที่จะถูกย่อยสลายให้เป็น โมเลกุลขนาดเล็กๆหรือเป็นน้ำตาลโมเลกุลเชิงเดี่ยวก่อน และหลังจากนั้นก็จะถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือดโดยผ่าน ทางลำไส้ เมื่อน้ำตาลถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือดแล้วก็จะไหลเวียนเข้าไปทั่วร่างกายของเราโดยมีเลือดทำหน้าที่ เดินทางผ่านเข้ามายังบริเวณตับอ่อน ซึ่งภายในตับอ่อนก็จะมีตัวตรวจจับน้ำตาลในเลือด โดยจะมีการตรวจสอบว่า มีปริมาณน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากน้อยเพียงใด และหากพบว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น ตับอ่อนก็ จะหลั่งสารที่เรียกว่า อินซูลินออกมา ซึ่งสารอินซูลินนั้นเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่สร้างมาจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อน อินซูลินที่หลั่งออกมาจากตับอ่อนนั้นก็จะเป็นตัวพาน้ำตาลที่ลอยอยู่ในกระแสเลือดจากการรับประทานอาหารให้ไหล ออกนอกกระแสเลือดโดยไหลซึมเข้าไปยังอวัยวะต่างๆในร่างกายเพื่อนำไปเผาผลาญและใช้เป็นพลังงานตามที่ร่างกาย ต้องการต่อไป แต่ถ้าหากไม่มีอินซูลินหลั่งออกมาจากตับอ่อนแล้วน้ำตาลที่ถูกดูดซึมจากลำไส้และลอยอยู่บริเวณ กระแสเลือดก็จะไม่สามารถไหลออกมานอกกระแสเลือดได้ซึ่งจะทำให้น้ำตาลขังอยู่ในเลือดนั้น สาเหตุนี้เอง จึงทำให้เราเกิดอัตราเสี่ยงกลายเป็นโรคเบาหวาน ที่ยังคงพบมากในปัจจุบัน โรคเบาหวาน เป็นความผิดปกติเนื่องจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในร่างกายไปใช้ได้อย่างเต็มที่ สาเหตุเนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือร่างกายไม่สามารถตอบสนองต่อฮอร์โมนชนิดนี้ได้ จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นนั่นเอง


เบาหวาน 2 ชนิด ที่ควรรู้จัก คือ

1. เบาหวานชนิดที่ 1 เบาหวานชนิดนี้พบได้น้อย จำเป็นต้องฉีดฮอร์โมน คือ เกิดจากร่างกายผลิตฮอร์โมนได้น้อย พบได้ค่อนข้างน้อยประมาณ 5-10 %

2.เบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้อินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพ พบได้ประมาณ 90-95% ข้อแตกต่างของเบาหวานทั้ง 2 ชนิดคือ ชนิดที่ 1 ไม่สามารถป้องกันได้ แต่ชนิดที่ 2 ป้องกันได้ที่ ร้อยละ 80 โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหารนั่นเอง

 

วิธีดูแลสุขภาพก่อนเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน

· หลีกเลี่ยงอาหารรสหวาน มัน เค็ม และพยายามเพิ่มอาหารจำพวกผัก และผลไม้ที่รสไม่หวาน ปรับเปลี่ยนวิธีในการปรุงอาหารจากการทอด หรือใช้น้ำมัน เป็นการตุ๋น นึ่ง ต้ม

· เลิกสูบบุหรี่และควรหลีกเลี่ยงควันบุหรี่สำหรับท่านที่ไม่สูบบุหรี่ · ลด ละ เลิก การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

· ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

· ควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม ตรวจสอบอย่างง่าย คือ หญิงรอบเอวไม่ควรเกิน 80 เซนติเมตร ชายรอบเอวไม่ควรเกิน 90 เซนติเมตร

· ทำจิตให้ผ่อนคลาย และ ใช้เวลาว่างในการผักผ่อน

· หมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และในผู้ที่มี อายุ 35 ปี ขึ้นไป ควรตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

· ควบคุมระดับความดันโลหิต ไม่ให้เกินค่าปกติ คือ 120/80 หรือ ไม่ควรเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท

 

ปัจจัยเสี่ยง

· ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น กรรมพันธุ์ อายุที่เพิ่มขึ้น ประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือน้ำหนักเด็กแรกคลอดมากกว่า 4 กิโลกรัม

· ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น ความอ้วน ความดันโลหิตสูง ความผิดปกติของไขมันในเลือด การขาดการออกกำลังกายหรือ เกิดจากการใช้ยาบางชนิด

 

ข้อควรระวัง บางรายอาจไม่มีอาการดังกล่าวนี้เลย แต่ก็สามารถเป็นโรคเบาหวานได้

· อาการปัสสาวะบ่อย และอาจจะพบว่าปัสสาวะมีมดตอม

· หิวน้ำบ่อย เนื่องจากต้องทดแทนน้ำที่ถูกขับออกทางปัสสาวะ

· กินเก่ง หิวเก่ง แต่น้ำหนักจะลดลง เนื่องจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาล จึงใช้พลังงานจากการสลายไขมัน และโปรตีนจากกล้ามเนื้อมาทดแทน

· คันตามบริเวรผิวหนัง และอาจพบการติดเชื้อราจากบริเวณช่องคลอดของผู้หญิง

· ตาพร่ามัว เห็นภาพไม่ชัด

· ชาไม่มีความรู้สึก หย่อนสมรรถภาพทางเพศ เนื่องจากระดับน้ำตาลสูง นานๆ ทำให้ เส้นประสาทเสื่อม เกิดแผลที่เท้าได้ง่ายเพราะไม่รู้สึกนั่นเอง

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หมออนามัย.com และ ไทยโพสต์

วิตามินสำหรับผู้รักการออกกำลังกาย

โปรตีน คาร์โบไฮเตรด ไขมัน สารอาหารหลักที่ผู้ที่รักการออกกำลังกายทราบดีว่าควรรับประทานเข้าไปในแต่ละวันมากน้อยเพียงใด แน่นอนว่าการควบคุมแหล่งปริมาณพลังงานที่คุณรับประทานจะเป็นการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพก็ตาม ยังมีสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่หลาย ๆ คนมองข้ามไป นั่นก็คือ วิตามิน

ที่จริงแล้ววิตามินมีปัจจัยสำคัญต่อขบวนการต่าง ๆ ในร่างกายอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่คุณมีโปรแกรมเพิ่มหรือลดปริมาณอาหาร แม้ว่าวิตามินจะเป็นสารอาหาร อาหารที่ไม่ให้พลังงานเหมือนกับโปรตีน ไขมัน หรือคาร์โบไฮเดรต แต่การได้รับวิตามินไม่เพียงพอก็อาจทำให้ภูมิต้านทานของร่างกาย และประสิทธิภาพในการดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกายลดลง วิตามินในกลุ่มที่ละลายในไขมัน


วิตามิน A

Goal : ใช้ในการสร้างความสมดุลให้กับร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์

Dosage : 5,000-25,000 IU.ต่อวัน และสามารถเพิ่มถึง 60,000 IU.ต่อวันสำหรับนักกีฬา หรือผู้ที่ออกกำลังกายอย่างหนัก

วิตามิน D

Goal : เพิ่มการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย ทำให้กระดูก และกล้ามเนื้อแข็งแรง

Dosage : 400-1,000 IU.ต่อวัน

วิตามิน E

Goal : ป้องกันกล้ามเนื้ออ่อนล้า เพิ่มภูมิต้านทางให้กับร่างกาย และยังเป็นสารแอนตี้ออกซิเดนท์ ช่วยฟื้นฟูสภาพของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย

Dosage : 200-1,000 IU.ต่อวัน

วิตามิน K

Goal : รักษาภูมิต้านทางของร่างกาย ช่วยให้เลือดแข็งตัวเวลาเกิดบาดแผล และเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ จากการออกกำลังกายอย่างหนัก

Dosage : 80-180 มิลลิกรัมต่อวัน วิตามินในกลุ่มที่ละลายในน้ำ

วิตามิน B1

Goal : เป็นวิตามินที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท ใช้เพิ่มประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อสำหรับนักกีฬา และจำเป็นต่อระบบเมตาบอริซึมของคาร์บอไฮเดรต

Dosage : 30-300 มิลลิกรัม

วิตามิน B2

Goal : เป็นวิตามินที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างพลังงานให้แก่ร่างกาย สร้างการเจริญเติบโตให้กับกล้ามเนื้อ

Dosage : 30-300 มิลลิกรัม

วิตามิน B6

Goal : สำหรับขบวนการเมตาบอริซึมของโปรตีน โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่มปริมาณโปรตีนเพื่อสร้างขนาดกล้ามเนื้อ

Dosage : 20-100 มิลลิกรัม

วิตามิน B12

Goal : เป็นวิตามินที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างพลังงานให้แก่ร่างกาย สร้างเซลล์ และเนื้อเยื่อใหม่ ๆ ให้กับร่างกาย สังเคราะห์เม็ดเลือดแดง

Dosage : 12-200 ไมโครกรัม

วิตามิน C

Goal : เพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ จำเป็นต่อขบวนการสร้างเนื้อเยื่อต่าง ๆ ผิวหนัง เอ็น และกระดูก

Dosage : 60-5,000 มิลลิกรัม

 

ที่มา: เอกสารLive Well

โอเมก้า3 แก้ซึมเศร้า

แม้แต่บีโทเฟน หรือวินส์ตัน เชอร์ชิลล์ และวินเซนต์ แวน โก๊ะ ต่างเคยประสบภาวะซึมเศร้ามาแล้ว นักจิตวิทยาบางคนกล่าวว่าภาวะซึมเศร้าคือหวัดทางอารมณ์ที่ใครๆ ก็เป็นกันได้ทั้งนั้น ถ้าคุณมีอาการซึมเศร้า อย่าปล่อยให้มันจำกัดชีวิตคุณ มียามากมายที่รักษาภาวะซึมเศร้าเรื้อรังได้

อาหารช่วยให้อารมณ์ดี

กิน ผลไม้ ผัก ถั่ว และธัญพืชไม่ขัดสี อาหารเหล่านี้จะช่วยสร้างเซโรโตนิน (serotonin) ซึ่งเป็นสารควบคุมอารมณ์ ทำให้คุณมีอารมณ์มั่นคง ไม่แปรปรวนง่าย

กินปลาเยอะๆ

ควรกินปลาอย่าง น้อยสัปดาห์ละ 3 มื้อ นักวิจัยในฟินแลนด์พบว่าผู้ที่กินปลาน้อยจะมีอาการซึมเศร้ามากกว่าคนที่กิน ปลาบ่อยถึงร้อยละ 31 ปลาสดไม่ว่าจะเป็นปลาทูน่า แซลมอน ซาร์ดีน หรือแม็กเคอเรลล้วนอุดมด้วยโอเมกา-3 อันจำเป็นต่อการทำงานของสมอง และมีหลักฐานยืนยันว่าโอเมกา-3 มีผลต่อการสร้างสารเซโรโตนินด้วย

 

อาหารต้องห้าม

ลดหรือเลิกกาแฟและน้ำอัดลม เพราะคาเฟอีนจะยับยั้งการผลิตสารเซโรโตนินที่สมอง และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะซึมเศร้าด้วย

หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้ว่าไวน์ เบียร์ และเหล้าอาจทำให้คุณอารมณ์ดีหลังจากดื่มเข้าไปในช่วงแรกๆ แต่ที่จริงแล้วแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ทำให้ซึมเศร้า

ออกกำลังกาย

มีการศึกษามากมายยืนยันว่า การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นได้ สำหรับคนที่อยู่ในภาวะซึมเศร้าเล็กน้อยถึงปานกลาง การออกกำลังกายอาจได้ผลพอๆ กับยาแก้ซึมเศร้าเลยทีเดียว แค่ออกกำลังกายแบบแอโรบิก 20 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง โดยเลือกได้ตามความถนัด ไม่ว่าจะเดิน ยกน้ำหนัก กระโดดเชือก ปั่นจักรยาน ฯลฯ

เผย 28 เคล็ดลับยาสมุนไพรรักษาโรค

 

การใช้สมุนไพรเป็นยาบำบัดโรคนั้นอาจใช้ ในรูปยาสมุนไพรเดี่ยวๆ หรือใช้ในรูปตำรับ ยาสมุนไพร ปัจจุบันตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ ที่กระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้ใช้รักษาโรคได้มีทั้งหมด 28 ขนาน เช่น

-ยาจันทน์ลีลา ใช้แก้ไข้ แก้ตัวร้อน

- ยามหานิลแท่งทอง ใช้แก้ไข้ แก้หัด อีสุกอีใส

- ยาหอมเทพพิจิตร แก้ลม บำรุงหัวใจ

-ยาเหลืองปิดสมุทร แก้ท้องเสีย

-ยาประสะมะแว้ง แก้ไอ ขับเสมหะ

- ยาตรีหอม แก้ท้องผูกในเด็ก ระบายพิษไข้

 

สมุนไพรที่นิยมใช้เดี่ยวๆ รักษาอาการของโรคที่พบบ่อยๆ ได้แก่

-สมุนไพรแก้ไข้ ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด

- สมุนไพรแก้ท้องเสีย กล้วยน้ำว้า ทับทิม ฝรั่งดิบ

- สมุนไพรแก้ไอ มะแว้ง ขิง มะนาว

- สมุนไพรแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขมิ้นชัน แห้วหมู กระชาย

-สมุนไพรช่วยให้นอนหลับ ขี้เหล็ก ดอกบัวหลวง หัวหอมใหญ่

- สมุนไพรแก้เชื้อรา กระเทียม ข่า ชุมเห็ดเทศ

-สมุนไพรแก้เริม เสลดพังพอนตัวเมียและตัวผู้

 

สูตรสมุนไพรบำรุงผิวหน้า

1.ว่านหางจระเข้ : บำรุงผิว ป้องกันฝ้า ลบรอยจุด ด่างดำ รักษาสิว

2.แตงกวา : สมานผิว ลบรอยเหี่ยวย่น

3.มะเขือเทศ : สมานผิว ลดรอยเหี่ยวย่น จุดด่างดำ

4.ขมิ้นสด : บำรุงผิวหน้าผุดผ่องสดใสอ่อนวัย และช่วยให้สิวยุบเร็ว

5.กล้วยน้ำว้าสุก : บำรุงผิวนุ่มเนียนอ่อนวัย

6.หัวไชเท้า : ช่วยลดรอยฝ้าและกระให้จางหาย

 

สมุนไพรที่มีสารต้านเซลล์มะเร็ง

- มะกรูด ผักแขยง ขึ้นฉ่าย บัวบก ผักชีฝรั่ง กระชาย ข่าใหญ่ มันเทศ ใบมะม่วง มะกอก เบญจมาศ แขนงกะหล่ำ แตงกวา พริกไทย ดีปลี โหระพา กะเพรา ใบตะไคร้ ถั่ว ผักแว่น ผักขวง เพกา ช้าพลู (ชะพลู) ลูกผักชี เร่ว เหงือกปลาหมอ ขมิ้นอ้อย หัวหอมแดง หอมหัวใหญ่ กระเทียม ฯลฯ

- สมุนไพรที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ (วิตามินเอ ซี อี)

- วิตามินเอสูง ได้แก่ ใบยอ ใบย่านาง ตำลึง ผักกูด มะระ กระสัง ผักแพว ผักชีลาว ผักแว่น ผักบุ้ง เหลียงกระเจี๊ยบแดง แมงลัก ชะอม พริกชี้ฟ้าแดง แพงพวย ขี้เหล็ก ฯลฯ

- วิตามินซีสูง ได้แก่ มะขามป้อม ฝรั่ง มะปราง ขนุน ละมุด มะละกอ มะกอก ส้ม มะขาม ลูกหว้า พุทรา ฯลฯ

- วิตามินอีสูง ได้แก่ พวกธัญพืชต่างๆ เช่น งาดำ ข้าวซ้อมมือ จมูกข้าว ข้าวโพด ฯลฯ

- เบตาแคโรทีนสูง ได้แก่ แคร์รอต ฟักทอง แค กะเพรา แพชั่นฟรุต ขี้เหล็ก ผักเชียงดา ยอดฟักข้าว ผักแซ่ว ฯลฯ

 

สมุนไพรไทยและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่แสดงฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง

พืชสมุนไพร บวบขม จำปีป่า ปลาไหลเผือก ทองพันชั่ง เจตมูลเพลิงแดง ราชดัด ฝาง แสมสาร ติงตัง ขมิ้นต้น ฟ้าทะลายโจร กระเทียม ประยงค์ รงทอง ข่อย ขมิ้นชัน แกแล สมอไทย ขันทองพยาบาท เครือเถาวัลย์ ดองดึง โล่ติ้น เจตมูลเพลิงขาว มังคุด โทงเทง ทับทิม จำปา ไพล ปรู จำปีหลวง พลับพลึง สบู่ดำ แพงพวยฝรั่ง สีเสียด กะเม็ง สมอพิเภก

สมุนไพรกับโรคความดันโลหิตสูง ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูงจะต้องได้รับการควบคุมดูแลจากแพทย์แผนปัจจุบัน และในการนำสมุนไพรมาใช้ใน ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจะต้องระมัดระวัง และจะต้องตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอจากแพทย์แผนปัจจุบัน สมุนไพรที่ใช้ขับปัสสาวะมีดังนี้

หญ้าหนวดแมว ในใบของหญ้าหนวดแมวจะมีเกลือโพแทสเซียมปริมาณ 0.7-0.8% ใช้ใบอ่อนเป็นยาขับปัสสาวะที่มีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากเกลือโพแทสเซียมในใบอ่อนจะมีปริมาณสูง ตามตำรายาไทยใช้แก้โรคปวดตามสันหลังและเอว ใช้ขับนิ่วและลดความดันโลหิตสูง

 

ข้อควรระวัง

1.เนื่องจากหญ้าหนวดแมวมีเกลือโพแทสเซียมสูงจึงไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ

2.ควรใช้การชง ไม่ควรใช้การต้ม และควรใช้ใบอ่อน เพราะใบแก่จะมีเกลือโพแทสเซียมละลายออกมามาก มีฤทธิ์กดหัวใจ ทำให้หายใจผิดปกติได้

3.ควรใช้ใบตากแห้ง ถ้าใช้ใบสดจะมีอาการคลื่นไส้และหัวใจสั่น

4.ไม่ควรใช้หญ้าหนวดแมวคู่กับยาแอสไพริน เพราะจะทำให้ยามีฤทธิ์ต่อหัวใจมากขึ้น

5.ก่อนการใช้ควรปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบันและได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัย

หญ้าคา ในรากหญ้าคามีสารอะรันโดอินและไซลินดริน ทั้งกรดอินทรีย์หลายชนิด ตามตำรับยาไทยใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา โดยต้นหญ้าคาสด 40-50 กรัม (น้ำหนักแห้ง 10-15 กรัม) หรือ 1 กำมือ ต้มดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยชา (75 มิลลิลิตร)

หมายเหตุ การใช้สมุนไพรขับปัสสาวะทุกชนิดต้องปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบัน เนื่องจากการใช้ยาขับปัสสาวะเกินขนาดอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้

 

สรรพคุณสมุนไพรที่ช่วยลดไขมันในหลอดเลือด

1.น้ำมันเมล็ดดอกคำฝอย จากการวิจัยในสัตว์ทดลองและในคนพบว่าน้ำมัน เมล็ดดอกคำฝอยช่วยทำให้ปริมาณคอเลส เตอรอลในเลือดลดลงและลดการอุดตัน ไขมันในหลอดเลือดได้

2.กระเทียม มีสารอัลลิซินที่มีฤทธิ์ลด ไขมันในหลอดเลือดได้ ซึ่งจะใช้กระเทียม ประมาณ 5-7 กลีบ รับประทานหลังอาหารทุกมื้อ เป็นเวลา 1 เดือน ปริมาณคอเลส เตอรอลในเลือดจะลดลง

3.ถั่วเหลือง ในถั่วเหลืองจะมีกรด อะมิโน เลซิติน และวิตามินอีสูง จะช่วยลดระดับไขมันในหลอดเลือด

 

การปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดโรคเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ

1.การรับประทานอาหารที่มีไขมันน้อย เช่น ปลา ผัก ผลไม้ อาหาร สมุนไพร ไม่รับประทานอาหารรสเค็มจัด

2.การออกกำลังกายสม่ำเสมอ

3.การพักผ่อนให้เพียงพอ

4.ตรวจร่างกายประจำทุกปี

สรุปรายชื่อสมุนไพรที่ควรใช้ในรูปอาหารกับโรคเบาหวาน ได้แก่

บอระเพ็ด มะระไทย ลูกใต้ใบ หญ้าใต้ใบ มะแว้ง เครือมะแว้ง ต้นตำลึง ฟ้าทะลายโจร สะตอ ว่านหางจระเข้ แมงลัก อินทนิลน้ำ หอมใหญ่ กระเทียม หญ้าหนวดแมว เตยหอม ฝรั่ง ช้าพลู ขี้เหล็ก สะเดา ผักบุ้ง สักกำแพงเจ็ดชั้น มวกแดง-ขาว ชะเอมไทย รากลำเจียก รากคนทา

หมายเหตุ - การรักษาโรคเบาหวานควรปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบัน เพราะการใช้ยาลดระดับน้ำตาลร่วมกับยาแผนปัจจุบันอาจจะทำให้น้ำตาลลดลงมากเกินไป เป็นอันตรายได้ จึงแนะนำให้ใช้สมุนไพรในรูปของการปรุงอาหารในชีวิตประจำวัน

สมุนไพรกับโรคเอดส์ รายงานการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสมุนไพรรักษาโรคเอดส์มีการศึกษาเกี่ยวกับสมุนไพรหลายชนิด

- โปรตีนจากระหุ่ง แม้ว่าจะมีพิษแต่ก็มีผู้พบว่าส่วนหนึ่งของโปรตีน Ricin ซึ่งเป็นพิษคือ dg A สามารถจับ antibody ของ HIV ซึ่งทำให้ไปยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส โดยมีผลต่อเซลล์ปกติเพียง 1/1,000 ของเซลล์ที่มีไวรัส

การค้นพบนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นในการพบยาที่ป้องกันหรือยืดเวลาในการเกิดโรคเอดส์

Hypericum spp. พืชสกุลนี้บ้านเรามี บัวทอง (Hyperi cum garrettii Craib) มีผู้สกัดสาร Hypericin และ Pseudohypericin จากพืชนี้ พบว่ามีฤทธิ์ป้องกันการขยายตัวของไวรัสเอดส์

Castanospermun australe Tyms และคณะได้พบว่าแอลคาลอยด์ 3 ชนิด มีผลยับยั้งเอนไซม์ที่ช่วยให้ไวรัสจับกับ T-cells ซึ่งสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย และแอลคาลอยด์ที่ให้ผลดีที่สุดคือ Castanospermine จาก Castanospermum australe ไม้ยืนต้นของออสเตรเลีย และสารนี้มีพิษน้อย มีฤทธิ์ข้างเคียง เช่น น้ำหนักลด ท้องเสีย

ยังไม่มีสมุนไพรใดที่ใช้รักษาโรคเอดส์ได้จริงจัง ส่วนใหญ่ยังอยู่ระหว่างการทดลอง ซึ่งบางอย่างก็ทดลองโดยไม่ถูกกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตามการศึกษาสมุนไพร ก็เป็นแนวทางหนึ่งในการจะค้นพบยารักษาโรคนี้

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

โภชนาบำบัดสำหรับภาวะโคเลสเตอรอลสูงในเลือด

โปรตีน คาร์โบไฮเตรด ไขมัน สารอาหารหลักที่ผู้ที่รักการออกกำลังกายทราบดีว่าควรรับประทานเข้าไปในแต่ละวันมากน้อยเพียงใด แน่นอนว่าการควบคุมแหล่งปริมาณพลังงานที่คุณรับประทานจะเป็นการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพก็ตาม ยังมีสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่หลาย ๆ คนมองข้ามไป นั่นก็คือ วิตามิน

ที่จริงแล้ววิตามินมีปัจจัยสำคัญต่อขบวนการต่าง ๆ ในร่างกายอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่คุณมีโปรแกรมเพิ่มหรือลดปริมาณอาหาร แม้ว่าวิตามินจะเป็นสารอาหาร อาหารที่ไม่ให้พลังงานเหมือนกับโปรตีน ไขมัน หรือคาร์โบไฮเดรต แต่การได้รับวิตามินไม่เพียงพอก็อาจทำให้ภูมิต้านทานของร่างกาย และประสิทธิภาพในการดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกายลดลง วิตามินในกลุ่มที่ละลายในไขมัน


วิตามิน A

Goal : ใช้ในการสร้างความสมดุลให้กับร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์

Dosage : ารรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการเป็นรากฐานสำคัญของการป้องกัน และรักษาภาวะโคเลสเตอรอลสูงในเลือด ดังนั้นทุกท่านควรเข้าใจถึงแนวทางในการบริโภคอาหารที่ถูกต้อง เพื่อควบคุมระดับโคเลสเตอรอลในเลือด และต้องมีความตั้งใจจริงที่จะปฏิบัติให้ได้ในชีวิตประจำวัน เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง หลีกเลี่ยงโรคร้ายต่าง ๆ ซึ่งมีภาวะโคเลสเตอรอลสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ เช่น โรคหลอดเลือดแดงแข็ง โรคหัวใจขาดเลือด

 

หลักการบริโภคอาหารที่สำคัญเพื่อป้องกัน และลดระดับโคเลสเตอรอลสูงในเลือด

1. รับประทานโคเลสเตอรอลไม่เกินวันละ 300 มิลลิกรัม โคเลสเตอรอลมีเฉพาะในอาหารที่มาจากสัตว์เท่านั้น มีมากในอาหารบางชนิด เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ มันสัตว์ สัตว์น้ำบางชนิด จึงควรหลีกเลี่ยงรับประทานอาหารเหล่านี้ในปริมาณมาก

2. รับประทานอาหารในแต่ละวัน ซึ่งให้พลังงานรวมแล้วเพียงพอต่อการรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยผู้ใหญ่ควรมีดัชนีความหนาของร่างกายประมาณ 20.0-24.9 กิโลกรัม/ตารางเมตร โดยคำนวณจากน้ำหนักตัว หน่วยเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงหน่วยเป็นเมตร ยกกำลังสอง เช่น 50/(1.5)2 = 22.2 กิโลกรัม/ตารางเมตร

3. หลีกเลี่ยงรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น กะทิ ไขมันจากสัตว์ หนังสัตว์ เนื้อสัตว์ที่มีมันติดมาก ๆ เช่น หมูสามชั้น เพราะกรดไขมันอิ่มตัวส่วนใหญ่ทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น

4. รับประทานอาหารที่ให้กรดไขมันไลโนเลอิก (linoleic acid) โดยสม่ำเสมอ ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 50 ในน้ำมันพืชบางชนิด เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด การรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันไลโนเลอิกประมาณร้อยละ 7-10 ของพลังงานที่ได้รับ เช่น วันหนึ่งต้องการพลังงาน 2000 กิโลแคลอรี่ ควรได้กรดไลโนเลอิกประมาณ 16-22 กรัม ซึ่งได้จากน้ำมันถั่วเหลืองประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ จะช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดได้ เพราะมีการเปลี่ยนโคเลสเตอรอลที่ตับเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตามถ้าท่านมีโคเลสเตอรอลสูงในเลือดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น กรรมพันธุ์โรคบางชนิด ท่านต้องรับประทานยาลดโคเลสเตอรอล และรักษาโรคต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุให้มีโคเลสเตอรอลสูงในเลือดควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารให้ถูกต้อง โภชนาบำบัดจะช่วยเสริมผลการรักษาให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และลดปริมาณการรับประทานยาลงได้

 

ที่มา : รศ.ดร.ปรียา ลีฬหกุล

บรรเทาภูมิแพ้

ทำไมถึงเป็นภูมิแพ้ ภูมิแพ้เป็นสัญญาณเตือนว่า ภูมิคุ้มกันของคุณไวต่อสิ่งที่ไม่มีอันตราย เช่น ละอองเกสร ฝุ่น เชื้อรา ขนและรังแคจากสัตว์ (คราบน้ำลายที่แห้งเป็นละอองและเศษผิวหนัง) ปกติภูมิคุ้มกันจะไม่ตอบโต้ สิ่งเหล่านี้ แต่จะตอบโต้สิ่งที่อันตราย เช่น ไวรัสหรือแบคทีเรีย แต่ระบบภูมิคุ้มกันของผู้เป็นภูมิแพ้ ไม่ สามารถแยกสิ่งที่เป็นอันตรายจากสิ่งที่ไม่เป็นอันตราย จึงตอบโต้สิ่งต่างๆที่เข้าสู่ร่างกาย ทั้งโดยการกิน (ข้าวสาลี ถั่วลิสง) การดูดซึมผ่านผิวหนัง (ต้นไม้ โลหะ) ลมหายใจ (เชื้อรา ละอองเกสร) หรือการฉีดเข้าเลือด (ยาเพนิซิลลิน) ภูมิแพ้บางชนิดเกิดจากพันธุกรรม

กินปลามากขึ้น กรด ไขมันโอเมกา-3 ช่วยลดการอักเสบในร่างกายซึ่งเกิดจากโรคภูมิแพ้ กรดไขมันชนิดนี้มีมากในปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน รวมทั้งปลาทูน่าและปลาแม็กเคอเรลสดๆ หากต้องการกินในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดแคปซูล ควรเลือกชนิดที่ประกอบด้วยอีพีเอ (eicosapentaenoic: EPA) และดีเอชเอ (docosahexanoic: DHA) วันละ 1,000 มก.


สารต้านฮิสตามีนจากธรรมชาติ

เนต เทิล (nettle) ประกอบด้วยสารเคมีซึ่งมีสรรพคุณเหมือนยาแก้แพ้ ยาชนิดผงบรรจุแคปซูลมีขายในร้านผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ขนาดที่ใช้คือ กินครั้งละ 500 มก. วันละ 3 ครั้ง

แปะก๊วย นอกจากสรรพคุณช่วยเสริมความจำแล้ว แปะก๊วยยังใช้รักษาภูมิแพ้ได้ด้วย สาร กิงโกไลด์ (gingkolide) ในแปะก๊วยมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของสารกระตุ้นภูมิแพ้ กินไม่เกินวันละ 240 มก.

เควอร์ ซิติน (quercetin) เป็นรงควัตถุที่ทำให้องุ่นมีสีม่วงและชาเขียวมีสีเขียว มีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งฮิสตามีน กินแคปซูล 500 มก. วันละ 2 ครั้ง (ระวัง ไม่ควรกินยานี้ควบคู่กับเนตเทิลเพราะในเนตเทิลมีเควอร์ซิตินอยู่แล้ว)

ลดผลร้ายจากความเครียดเสริมกำลังวังชาและสร้างภูมิคุ้มกันด้วยโสม

สรรพคุณ

ลดผลร้ายจากความเครียด

เสริมกำลังวังชาและสร้างภูมิคุ้มกัน

โสมจีนอาจช่วยรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย

 

โสมมีหลายชนิด

โสม สายพันธุ์ Panax ginseng ซึ่งก็คือโสมเอเชีย โสมจีน หรือโสมเกาหลีนั้น มีการนำมาใช้ในการแพทย์จีนหลายพันปีแล้ว โดยใช้เป็นยาอายุวัฒนะและบำรุงร่างกาย ส่วนโสมพันธุ์ Panax quinquefolius หรือโสมอเมริกันที่เติบโตแถบตะวันตกตอนกลางของอเมริกา ส่วนโสมไซบีเรียคือ Eleutherococcus senticosus

ส่วนที่นำมาสกัดเป็นยาคือส่วนรากที่ใช้ เวลานานกว่าจะเจริญเติบโต ต้องรอ 4-6 ปีจึงจะเก็บมาใช้ได้ เพราะเป็นช่วงที่มีสารจินเซโนไซด์ (ginsenoside) มากที่สุด จินเซโนไซด์ (สารออกฤทธิ์หลักในโสมจีน) มีอยู่ถึง 13 ชนิด และยังมีสารพานาซาน (panaxan) ที่ลดน้ำตาลในเลือดได้ รวมทั้งโพลีแซกคาไรด์ (polysaccharide) ที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ส่วนโสมขาว นั้นหมายถึงรากโสมตากแห้ง โสมแดง คือรากโสม (มักเป็นโสมเกาหลี) ที่นำมาอบและตากแห้ง ส่วนโสมไซบีเรียจะมีสารเอลูเทอโรไซด์ (eleutheroside) ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนจินเซโนไซด์ เสริมภูมิคุ้มกัน โสม ทั้ง 3 ชนิดอาจช่วยกระตุ้นการสร้างทีเซลล์ (T cell) ซึ่งเป็นเซลล์เพชฌฆาตที่ทำลายเชื้อไวรัสและแบคทีเรียก่อโรค นอกจากนี้ยังมีการวิจัยบ่งชี้ว่าโสมจีนอาจยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง บางชนิด จากการศึกษาในเกาหลี พบว่าคนที่กินโสมจีนมีอัตราเสี่ยงต่อโรคมะเร็งน้อยกว่าคนที่ไม่กินโสมถึง ครึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโสมชนิดผงและชนิดน้ำจะลดอัตราเสี่ยงต่อมะเร็งได้ แต่การกินรากโสมสดหรือดื่มน้ำโสมคั้นหรือชาจากโสมกลับไม่ได้ให้ผลอย่างเดียว กัน

รักษาอาการอ่อนเพลีย

โสมช่วยบรรเทาอาการอ่อนเพลีย และ เครียด ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยเรื้อรัง นอกจากนี้ยังรักษาสมดุลของการหลั่งฮอร์โมนความเครียดในร่างกาย และดูแลอวัยวะที่ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมน เช่น ต่อมพิทูอิทารี (pituitary gland) ไฮโปทาลามัส (hypothalamus) และต่อมหมวกไต

ฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศ

โสม จีนยังอาจฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศ โดยขยายหลอดเลือดให้อวัยวะเพศแข็งตัวดีขึ้น การทดลองกับสัตว์พบว่าโสมจีนช่วยเพิ่มฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนและเพิ่มการ ผลิตอสุจิ จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้ชายที่มีลูกยาก