แร่ธาตุอื่นๆหลายชนิด เช่น แคลเซียม, ฟอสฟอรัส, แมกนีเซียม และธาตุเหล็ก รวมทั้งมีสารต้านอนุมูลอิสระ ควินัวเป็นอาหารที่ย่อยได้ง่ายและให้พลังงานสูง ทั้งยังปราศจากกลูเต็น จนได้รับการขนานนามให้เป็น “Super Food” กระทั่งองค์การสหประชาชาติประกาศให้ปี 2013 เป็น “ปีแห่งควินัว”


ประโยชน์

ส่วนสำคัญที่ทำให้ควินัวแตกต่างจากธัญพืชอื่นๆ เพราะมีโปรตีนอยู่เป็นจำนวนมาก และมีกรดอะมิโนที่จำเป็น เช่น ลิวซีน, ไอโซลิวซีน เหมือนกับที่พบในน้ำนมนอกจากนี้ยังมีแคลเซียมและไฟเบอร์ มากกว่าธัญพืชชนิดอื่นๆ (มีแคลเซียมมากกว่าข้าวสาลีถึงสองเท่า) ซึ่งเส้นใยไฟเบอร์ จะช่วยควบคุมระบบการย่อยอาหารและการขับถ่าย รวมถึงการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงจนเกินไป

นอกจากนี้คิวนัว ยังเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนัก เพราะมีน้ำตาลต่ำและมีเส้นใยสูง สามารถใช้ทดแทนอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตได้เป็นอย่างดี

Protein : โปรตีน สูงกว่าข้าวสาลีและข้าวบาร์เล่ย์ อุดมด้วยกรดอะมิโนจำเป็นทั้ง 9 ชนิด

Lysine : ไลซีน กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่างๆ

Fiber : ไฟเบอร์ สูงกว่าธัญพืชอื่นๆถึงสองเท่า เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก

Iron : ธาตุเหล็ก จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง ดีต่อระบบไหลเวียนเลือด

Phosphorus : ฟอสฟอรัส ช่วยในกระบวนการเผาผลาญไขมันและแป้ง ทำให้ร่างกายมีพลังงาน

Magnesium : แมกนีเซียม มีส่วนช่วยควบคุมระดับน้ำตาล เสริมสร้างมวลกระดูก

Vitamin B12 : มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง


วิธีรับประทาน

ทำควินัวให้สุก โดยล้างควินัวให้สะอาด ใส่ควินัว 1 ถ้วย ต่อน้ำ 2 ถ้วย ทำให้สุกโดยหม้อหุงข้าวหรือหม้อต้ม โดยใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที จนควินัวสุก ซึ่งเมล็ดจะเปลี่ยนเป็นสีใสๆ ควินัวที่สุกแล้ว นำมาปรุงอาหารได้หลายเมนู สามารถนำมาใช้แทนข้าวก็ได้ ใช้ทำสลัด, ซุป, ของหวาน ฯลฯ