น้ำมันปลากับเด็ก

วัยเด็กวัยแห่งการเรียนรู้

สมองของเด็กมีการเรียนรู้มากกว่าผู้ใหญ่นับพันเท่า เพราะเด็กจะเรียนรู้ทุกอย่างที่เข้ามาปะทะ ซึ่งหากมีการใช้สมองเพื่อการเรียนรู้มากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้เซลล์สมองสร้างเครือข่ายเชื่อมต่อกันได้มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ระบบความคิด ความจำ มีประสิทธิภาพมากขึ้นไปด้วย

วัยเด็กจึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับการพัฒนาโครงสร้างของสมอง เพราะเป็นช่วงที่สมองมีการพัฒนาสูงสุดถึง 80 % ของในวัยผู้ใหญ่

สมองแต่ละส่วนจะมีการทำงานเชื่อมโยงถึงกันหมด ซึ่งประสิทธิภาพในการสื่อประสาทระหว่างกันของแต่ละเซลล์สมอง จะมีผลต่อสมาธิ พัฒนาการเรียนรู้ จดจำ คิดวิเคราะห์ของเด็กโดยตรง ซึ่งสารอาหารที่มีความจำเป็นและช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้ดี ก็คือ “โอเมก้า 3 (Omega 3) ”

โอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (Polyunsaturated Fatty Acid) ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นได้เอง แต่เป็นสารอาหารที่สำคัญและเป็นประโยชน์โดยตรงต่อระบบประสาท ซึ่งมีสารสำคัญแบ่งได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ คือ

· DHA ( Docosahexaenoic Acid )

· EPA ( Eicosapentaenoic Acid )

 

ประสิทธิภาพของน้ำมันปลา

เสริมสร้างความสมบูรณ์ของระบบประสาท เซลล์ประสาทประกอบด้วยสาร DHA กว่า 30-50 % โดยพบว่า ยิ่งมีโอเมก้า 3 อยู่มากเท่าใด ความสามารถของการส่งสัญญาณประสาทก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งทำให้ระบบประสาทแต่ละส่วนทำงานสื่อสารกันอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลดีในเรื่องของสมาธิ ความคิดและความจำ ช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้และเข้าใจสิ่งต่างๆได้ง่ายขึ้น จึงสามารถคิดหาคำตอบให้กับคำถามต่าง ๆ ได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้เด็กมีการพัฒนาความคิดใหม่ ๆ ออกมาได้อีกด้วย ซึ่งจากผลงานวิจัย ของดร.อลัน ไรอัน (Martek Biosciences) นำเสนอผลของการบริโภคโอเมก้า 3 ในเด็กอายุ 4 ขวบ พบว่า ยิ่งมีระดับโอเมก้า 3 ในเลือดมากเท่าใด เด็กก็จะทำแบบทดสอบด้านการรับรู้ได้ดีเท่านั้น

ช่วยลดความเครียด ความเครียดเป็นตัวขัดขวางการคิดและการเรียนรู้ของเด็ก เพราะขณะที่เกิดความเครียดร่างกายจะหลั่งสารเคมี ซึ่งจะเข้าไปทำลายสมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความคิด อารมณ์และความจำ ส่งผลให้เด็กไม่มีสมาธิ ขาดความสามารถในการเรียนรู้ จดจำและการคิดวิเคราะห์ จากหลายงานวิจัย พบว่า “โอมาก้า 3” สามารถช่วยเพิ่มความหนาแน่นของสารประกอบ serotonin ที่เปลือกนอกของสมองส่วนหน้า ซึ่งทำให้ช่วยลดความเครียดและอาการไมเกรนลงได้ ส่งผลให้สุขภาพจิตและอารมณ์ดีขึ้น ทำให้การเรียนรู้ของเด็กเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

ช่วยปรับสภาวะทางอารมณ์และโรคสมาธิสั้น วัยเด็กมักมีสภาวะทางอารมณ์ที่ปรวนแปร ซึ่งจะส่งผลต่อการเรียนรู้และการเข้าสังคมของเด็ก ได้มีการทดลองที่น่าสนใจโดยจิตแพทย์ Dr.Joseph R.Hibbeln พบว่า ถ้าปริมาณโอเมก้า 3 ในเยื่อหุ้มเซลล์ของสมองต่ำลง จะก่อให้เกิดปัญหาในการสื่อสารทางสมอง จนเกิดความผิดปกติทางด้านอารมณ์ โดยเฉพาะอาการซึมเศร้าและพฤติกรรมก้าวร้าว แต่เมื่อได้รับโอมาก้า 3 นาน 12 สัปดาห์ จะพบว่า เด็กมีสมาธิและมีสภาวะทางอารมณ์ดีขึ้นถึง 30%

เสริมสร้างเยื่อเรตินาของลูกตา เยื่อเรตินา มีหน้าที่รับภาพจากเลนส์ตา โดยส่วนเยื่อหุ้มเซลล์ของเรตินาจะมี DHA เป็น โครงสร้างหลัก ซึ่งพบว่า การที่ร่างกายได้รับโอเมก้า 3 จะช่วยเสริมสร้างโครงสร้างของเรตินาให้แข็งแรง ช่วยยืดอายุเซลล์รับแสง ปรับปรุงการโฟกัส การแยกสี และความชัดเจนในการมองเห็น รวมถึงป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม และยังช่วยเพิ่มสารหล่อลื่นดวงตาทำให้ตาไม่แห้ง

ลดอาการโรคหอบหืด โรคหอบหืดเป็นโรคที่เด็กไทยมีอัตราการเป็นโรคนี้สูงขึ้นทุกปี ซึ่งเป็นการบั่นทอนทั้งสุขภาพกายและจิตใจของเด็ก ทำให้การเรียนรู้ต่างๆขาดความต่อเนื่อง หากอาการรุนแรง อาจส่งผลถึงสภาพจิตใจของเด็ก เช่น ถูกห้ามเล่นกีฬาทุกชนิด, กลัวเรียนไม่ทันเพื่อน ทำอะไรได้ไม่เท่าเด็กคนอื่นๆ ซึ่งทำให้เด็กขาดความมั่นใจในตนเอง จากการวิจัยในกลุ่มเด็ก 468 คน (ทวีปออสเตรเลีย) ที่ได้รับโอเมก้า 3 อย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์ พบว่า มีอาการโรคหอบหืดน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ทานถึง 25%