แคลเซียมกับเด็ก

วัยเด็กวัยแห่งการเจริญเติบโต

วัยเด็ก (แรกเกิด – อายุ 14 ปี) เป็นช่วงที่มีการขยายของกระดูก ทั้งในด้านขนาด, รูปร่าง, สัดส่วน ช่วงนี้กระดูกก็จะมีอัตราการสร้างมากกว่าการสลาย เพราะเป็นวัยที่สามารถสะสมมวลกระดูกและมีประสิทธิภาพในการดูดซึมแคลเซียมได้มากที่สุด เพื่อการเพิ่มความสูงและป้องกันภาวะกระดูกพรุนในวัยสูงอายุ

การสร้างกระดูกให้สูงใหญ่และแข็งแรง จึงควรเริ่มตั้งแต่ก่อนถึงวัยเจริญพันธุ์ (อายุ 15 – 44 ปี)

สารอาหารที่จำเป็นในการเพิ่มความสูงของเด็ก

แคลเซียมและแมกนีเซียม เป็นแร่ธาตุที่พบมากที่สุดในร่างกาย ซึ่งกว่า 99% พบได้ในกระดูกและฟัน ทำหน้าที่ เป็นโครงสร้างหลักและคงความแข็งแรงของกระดูกและฟัน รวมทั้งกระบวนการหดตัวของกล้ามเนื้อ, การทำงานของกล้ามเนื้อระบบประสาท เป็นต้น แคลเซียมมีการทำงานร่วมกับแมกนีเซียมอย่างแยกจากกันไม่ได้ เพราะแมกนีเซียม มีหน้าที่หลักในการช่วยดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูกและฟัน

จากการศึกษาทางคลินิกของสหรัฐอเมริกา ในเด็กผู้หญิงอายุ 12 ปี จำนวน 38 คน ที่ทานแคลเซียมแบบเคี้ยว ในปริมาณ แคลเซียม 800 มก., แมกนีเซียม 400 มก., วิตามินดี3 400 ยูนิตสากล (IU) ต่อวัน นาน 12 เดือน พบว่า มีการสร้างมวลกระดูกและเพิ่มความหนาแน่นในกระดูกซึ่งส่งผลต่อความสูงที่เพิ่มขึ้นได้มากกว่ากลุ่มควบคุม

มวลกระดูกจะมีการสร้างและสลายอยู่ตลอดเวลา คือ มีการสลายในรูปแคลเซียมและขับออกทางปัสสาวะ 200 มก./วัน และทางอุจจาระ 800-900 มก./วัน ทำให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมวันละ 800-1,000 มก. จึงต้องทานแคลเซียมให้เพียงพอต่อการใช้งานในแต่ละวัน ไม่เช่นนั้นร่างกายจะดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ ทำให้มวลกระดูกบางลง และส่งผลต่ออัตราความสูงที่จะเพิ่มขึ้นของเด็ก

ความสูงจะหยุดลงต่อเมื่อปลายกระดูกปิดสนิท และหยุดลงเมื่อเด็กหญิงและชาย เริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ซึ่งพบว่า

- เด็กชายจะหยุดสูง ภายใน 1- 3 ปี หลังจากเสียงแตกและนวดขึ้น

- เด็กหญิงจะหยุดสูง ภายใน 1- 3 ปี หลังจากมีประจำเดือน

ปัจจัยที่มีผลต่อระดับความสูงของเด็ก

1.การได้รับสารอาหารที่เพียงพอ สารอาหารที่จำเป็นมากที่สุดในการช่วยเพิ่มความสูง ได้แก่ แคลเซียมและแมกนีเซียม จากตารางปริมาณแคลเซียมและแมกนีเซียมที่เด็กควรได้รับ จะพบว่า การได้รับสารอาหารที่เพียงพอนั้นเริ่มต้นตั้งแต่เป็นทารกในครรภ์มารดา เพราะหากเจริญเติบโตภายใต้สภาวะที่ได้รับสารอาหารที่จำเป็นไม่เพียงพอ ก็จะส่งผลให้เด็กที่คลอดออกมา มีตัวเล็กผิดปกติ และมักตัวเตี้ย เติบโตได้ช้า

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องบำรุงดูแลให้ดี ตั้งแต่อยู่ในครรภ์กระทั่งขณะที่ลูกอยู่ในวัยเด็ก โดยเฉพาะในช่วงวัย 1 – 3 ปี เป็นต้นไป เพราะเด็กจะมีอัตราการเจริญเติบโตสูง เพื่อเตรียมพร้อมร่างกายให้เสริมสร้างมวลกระดูกและมีความสูงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

2.การออกกำลังกายที่พอเหมาะ พ่อแม่ควรให้เด็กได้ออกกำลังกาย 3-5 วัน/สัปดาห์ ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป เพราะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและกระตุ้นการสร้างมวลกระดูก โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนักที่เท้า และการบริหารร่างกายโดยการยืดตัว, การโหนบาร์ เนื่องจากจะช่วยให้กระดูกมีการยืดและขยายตัวได้ถึงขีดสุด ก่อนที่ปลายกระดูกจะปิดสนิท

3. การพักผ่อน และฮอร์โมนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสูง วัยเด็กเป็นวัยกำลังเจริญเติบโต การนอนหลับจึงมีความสำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก เพราะการนอนหลับลึกเชื่อมโยงกับฮอร์โมนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสูง ก็คือ โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) หรือ ฮอร์โมนการเจริญเติบโต ซึ่งมีการหลั่งเต็มที่หลังจากหลับสนิทประมาณ 1 ชม. และหยุดหลั่งช่วงตี 4-5 (ช่วงที่หลั่งออกมามากที่สุด คือ 21.00 – 03.00 น. ) จากผลวิจัยพบว่า การนอนหลับไม่เพียงพอส่งผลต่อความสูง เพราะโกรทฮอร์โมน มีหน้าที่กระตุ้นการทำงานของกระดูก ทำให้ขยายตัวในแนวยาวซึ่งส่งผลให้ความสูงเพิ่มขึ้น

4.กรรมพันธุ์ เป็นสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อและแม่ หากพ่อกับแม่มีทั้งยีนเตี้ยและสูง ลูกที่เกิดมาจะมีโอกาสเตี้ย 25% แต่ถ้าพ่อกับแม่เตี้ยทั้งคู่ ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกไม่สูงอย่างที่ต้องการ แต่อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยอื่นๆอีกที่สามารถเอาชนะพันธุกรรมได้ อย่างเช่นการออกกำลังกายและการได้รับแคลเซียมในปริมาณที่เพียงพอ

5.ความเจ็บป่วยเรื้อรังในวัยเด็ก การทำงานของอวัยวะที่ผิดปกติ, การใช้ยาบางชนิด โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง เช่น โรคปอด โรคหัวใจ โรคไต โรคเลือด ฯลฯ ทำให้เด็กไม่โต ตัวเตี้ย น้ำหนักตัวน้อย