อัลไซเมอร์

อาการ สูญเสียความทรงจำ จำเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ได้

นึกคำพูดไม่ได้ แก้ปัญหาง่ายๆ ไม่ได้ สับสนเรื่องเวลา สถานที่ บุคคล หลงทางในสถานที่ที่คุ้นเคย เช่น บริเวณใกล้บ้าน บุคลิกเปลี่ยนไป หัวเราะหรือร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล หวั่นกลัว หรือรู้สึกไม่มั่นคง ชอบชวนทะเลาะ ไม่สนใจผู้คน แยกตัวออกจากสังคม หรือการตัดสินใจแย่ลง สูญเสียความสามารถในการใช้ภาษา เช่น คุยเรื่อยเปื่อย หยุดนิ่งคราวละนานๆ และพูดวกวนซ้ำไปซ้ำมา

น้ำมันปลาช่วยได้อย่างไร

แม้ยังไม่มีวิธีรักษาอัลไซเมอร์ให้หายขาด แต่น้ำมันปลาอาจช่วยฟื้นฟูการทำงานของสมองได้ในระยะแรก หรืออาจชะลออาการในรายที่มีอาการมากแล้ว ทั้งนี้อาจใช้ร่วมกับยา เช่น เอริเซปต์ (aricept) โดยต้องกินตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น

เริ่มจากวิตามินบี การขาดวิตามินบีมีส่วนทำให้เป็นอัลไซเมอร์ จึงควรเสริมวิตามิน บีรวม ถ้าใช้กับน้ำมันอีฟนิงพริมโรส บัวบก และโสมไซบีเรีย จะช่วยให้การส่งกระแสประสาทดีขึ้น

ประโยชน์ของแปะก๊วย

มีการทดลองพบว่าแปะก๊วยทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น จึงอาจช่วยให้ความจำดีขึ้น แปะก๊วยยังอาจเป็นสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งช่วยรักษาเซลล์ประสาทในสนองด้วย

- สารต้านอนุมูลอิสระ

- สารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นได้แก่ วิตามินซี อี และแคโรทีนอยด์ชนิดรวม ซึ่งมักมีอยู่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่หาซื้อได้ทั่วไป

- สารเสริมอาหารอีก 2 ชนิดที่อาจกระตุ้นสารเคมีเสริมความจำในสมองคือ

- อะเซทิลแอล-คาร์นิทีน สารคล้ายกรดอะมิโนในรูปคาร์นิทีน อีกชนิดคือฟอสฟาติดีลซีรีน

ประโยชน์ของวิตามิน ซี

เวลานี้คงเป็นกระแสนิยมเกี่ยวกับผิวขาวใส ชะลอวัย ไม่มีใครไม่รู้จักวิตามิน และคงจำกันได้ว่าวิตามิน C มีประโยชน์มากมาย ทั้งรักษาโรค และป้องกันโรค เช่น โรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟัน แม้แต่รักษาและป้องกันหวัด เรามารู้จักกับวิตามิน C กันซักเล็กน้อยว่า คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร มีโทษหรือไม่ และการนำมาใช้ในรูปแบบใดบ้าง วิตามิน C หรือชื่อเต็มๆว่า กรดแอสคอบิค (Ascobic Acid) เป็นวิตามินที่มนุษย์ไม่สามารถสร้างได้เอง จำเป็นต้องได้รับจากการทานเข้าไป มีหน้าที่หลักๆ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ซึ่งจะป้องกันร่างกายจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเกิดจากขบวนการสันดาบในร่างกาย หรือจากมลพิษ สิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ซึ่งจะทำให้เซลล์ต่างๆ เสื่อม หรืออาจเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ที่ผิดปกติได้ วิตามิน C ยังทำหน้าที่เป็นตัวช่วย (Cofactor) ในขบวนการต่างๆ ของร่างกาย เช่น การสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเนื้อเยื่อเกี่ยวกับผิวหนัง และของเส้นเลือดให้แข็งแรง ไม่เปราะ ยืดหยุ่นได้ดี และการหายของแผลต่างๆ เป็นปกติ วิตามิน C ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งสามารถป้องกัน และรักษาหวัดได้ และยังลดการอักเสบจากการติดเชื้อ มีรายงานว่า วิตามินสามารถลดระดับคอเลสเตอรอล และคลายเครียด เนื่องจากสามารถเสริมการทำงานของต่อมหมวกไต ในการสร้างฮอร์โมนต้านความเครียด ความต้องการในแต่ละวัน (Recommended Daily Intake) ควรได้รับ 40-90 mg/day โดยคนท้อง ให้นมลูก สูบบุหรี่ หรือบุคคลที่มีความเครียดทั้งจิตใจและร่างกาย เช่น กำลังป่วยอยู่ ควรได้รับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย USA Vitamin C recommendations ได้กำหนดขนาดที่ควรได้รับ ดังนี้

ผู้ชาย ผู้ใหญ่ 90 mg/ day

ผู้หญิง ผู้ใหญ่ 75 mg/ day

 

ปัจจุบันเริ่มมีการใช้ Megadose โดยทานขนาดสูง 2000 mg/ day

โดยทางสถาบันได้รายงานผลวิจัยว่า ได้ผลดีในแง่การรักษามะเร็ง และชลอวัย เนื่องจากวิตามิน C มีความสามารถละลายน้ำได้ดี เมื่อเราทานเข้าไปจะสลายและถูกดูดซึมง่าย และขับถ่ายออกทางปัสสาวะ อย่างรวดเร็ว ดังนั้น แม้ทานขนาดสูง หรือมากเกินไป ร่างกายก็สามารถขับถ่ายออกมาอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ได้ประโยชน์จากการทานขนาดที่สูงไม่มากนัก และโอกาสเกิดพิษจากวิตามิน C ก็มีน้อยเช่นกัน

 

ผลข้างเคียงของวิตามิน C การทานขนาดสูงมากกว่า 1000 mg

อาจจะทำให้เกิดท้องเสีย และทานตอนท้องว่าง จะเกิดการระคายเคือง ทางเดินอาหาร เนื่องจากความเป็นกรด อาจจะเกิดอาการท้องอืด เฟ้อ บางครั้งถึงขั้น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว และแน่นอนเนื่องจากวิตามิน C ขับทางปัสสาวะ จึงทำให้ปัสสาวะมีสภาพเป็นกรด ดังนั้น จึงเพิ่มโอกาสเกิดการตกตะกอนของผลึก ต่างๆ กลายเป็นนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้ ดังนั้น จึงแนะนำให้ทานวิตามิน C พร้อมดื่มน้ำมากๆ แหล่งของวิตามิน C ได้แก่ ผัก ผลไม้ เช่น พลัม อซีโลรา กูสแบรี่ แบลคเคอเรนท์ บลอคเคอรี่ พริกหวาน โขม กะหล่ำดอก ในเนื้อสัตว์ และตับสัตว์ ก็เป็นแหล่งวิตามิน C เช่นกัน การปรุงอาหารมีความสำคัญต่อคุณค่าวิตามิน C เพราะจะลดปริมาณวิตามิน C ได้ถึง 60% ดังนั้น ไม่ควรปรุงอาหารจนสุกเกินไป การลวกผัก วิตามิน C จะละลายออกมาอยู่ในน้ำลวกผัก ค่อนข้างสูง เช่นกัน ดีที่สุดคือ ผัก ผลไม้สดที่ไม่สุก เก็บมาใหม่ๆ จะมีปริมาณสูงที่สุด และการเก็บรักษาที่ดีที่สุด คือ แช่เย็น เพราะการอบแห้ง ดอง เชื่อม ทำให้ปริมาณวิตามินลดลงเช่นกัน

 

การขาดวิตามิน C พบในพวกควบคุมอาหารมากๆ มังสวิรัต สูบบุหรี่ โรคเกี่ยวกับการดูดซึม

อาการที่พบคือ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดข้อ เลือดออกตามไรฟัน แผลหายช้า และติดเชื้อง่าย วิตามิน C ในรูปแบบอาหารเสริม มีทั้งรูปแบบเม็ดอัด แคปซูล ลูกอม ผสมน้ำหวาน-เครื่องดื่ม หรือผงละลายน้ำ และมีนำมาทำในรูปใช้ภายนอก เช่น ซีรั่ม ครีม โลชั่น เพราะเชื่อว่าผิวจะดูไม่เหนื่อยล้า หมองคล้ำ ขาวใส เปร่งปรั่ง ไม่ร่วงโรยก่อนวัย

ถึงตอนนี้คงทราบข้อมูลของวิตามิน C แล้ว ก็สามารถหาได้จากอาหารทั่วๆ ไป ซึ่งก็เพียงพอที่ทำให้ไม่เกิดอาการขาดวิตามินแล้ว ส่วนใครจะเสริม ทานเพิ่มเติม หรือทาก็คงต้องพิจารณาเพื่อตัดสินใจ อย่างไร ข้อมูลของบริษัทที่โฆษณาถึงสรรพคุณที่ดีเท่านั้น และจะเป็นความคิดที่ผิดมาก ถ้าบางคนไม่ยอมทานผัก ผลไม้ แต่ทานอาหารเสริมแทน นอกจากจะไม่ให้ประโยชน์เท่าอาหารจริงๆ แล้วยังเสียเงินโดยใช่เหตุครับ

ความจำไม่ดี แปะก๊วยช่วยได้ คุณอาจจำชื่อหนังสือเล่มล่าสุดที่อ่านไปแล้วไม่ได้ ไม่แน่ใจว่าเมื่อเช้านี้กินยาแล้วหรือยัง หรือบางครั้งสมองคุณก็นึกชื่อต่างๆ ไม่ออก แต่ความหลงลืมไม่จำเป็นต้องเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความผิดปกติเสมอไป นอกจากนี้ยังมีเทคนิคมากมายที่ช่วยให้ความจำของคุณดีขึ้นได้และมีความคิด แจ่มชัดไปอีกหลายปี

พึ่งพากาแฟ เครื่องดื่ม ที่ผสมคาเฟอีนจะช่วยเสริมสมาธิระยะสั้นและอาจให้ประโยชน์ระยะยาวด้วย นักวิจัยที่คณะแพทยศาสตร์ในกรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส พบว่าผู้สูงอายุที่ดื่มกาแฟวันละ 3-4 ถ้วย มีแนวโน้มสูญเสียความจำน้อยกว่าผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 1 ถ้วยหรือน้อยกว่า


แปะก๊วยช่วยได้ กิน สารสกัดจากใบแปะก๊วยวันละ 120 มก. จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดสู่สมอง เซลล์สมองจึงได้รับออกซิเจนไปใช้ในการทำงานอย่างเต็มที่ คณะกรรมาธิการ Commission E ของเยอรมนีซึ่งเป็นหน่วยงานที่ศึกษาและรายงานประสิทธิภาพของสมุนไพรชนิด ต่างๆ พบว่าสามารถใช้ผลิตภัณฑ์แปะก๊วยสกัดป้องกันการสูญเสียความจำและภาวะหลอด เลือดในสมองแตก/ตีบ ถ้าคุณมีสุขภาพสมบูรณ์ คุณอาจไม่เห็นประโยชน์ของแปะก๊วยชัดเจน แต่ถ้าคุณมีปัญหาเรื่องเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ สมุนไพรชนิดนี้อาจช่วยได้

เพิ่มออกซิเจนให้สมอง อีก วิธีที่จะให้เลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้นคือเคลื่อนไหวอยู่เสมอ มีหลักฐานระบุว่าการออกกำลังกายอาจช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์ประสาทในสมองด้วย การออกกำลังกายเป็นประจำโดยเฉพาะการเดินและปั่นจักรยานดีต่อสุขภาพ และยังช่วยป้องกันโรคต่างๆ ที่มีส่วนทำให้ความจำเสื่อมลง เช่น เบาหวาน หลอดเลือดในสมองแตก/ตีบ และความดันเลือดสูง

รักษาระดับน้ำตาลในเลือด การ วิจัยใหม่ๆ ค้นพบว่าภาวะร่างกายไม่ดูดซึมกลูโคสมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสูญเสียความจำ เมื่ออายุมากขึ้น อาหารที่ถูกย่อยจนกลายเป็นกลูโคส เป็นแหล่งพลังงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย รวมทั้งสมองด้วย แต่คนจำนวนมากโดยเฉพาะผู้ที่เลยวัยหนุ่มสาวจะมีปัญหากับการลำเลียงกลูโคส จากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์ มีการวิจัยพบว่าการที่ร่างกายไม่ดูดซึมกลูโคส (ซึ่งไม่เกี่ยวกับโรคเบาหวาน) อาจทำให้ความจำระยะสั้นลดลงในวัยกลางคนขึ้นไป ปัญหานี้แก้ไขได้ดังนี้

กินอาหารขนาดพอประมาณ เน้นธัญพืชเส้นใยสูงและผักมากกว่าแป้งขัดสี

เน้นไขมันดี เช่น น้ำมันพืช ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืช อะโวคาโดและปลา ซึ่งช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดโดยไม่ทำให้หลอดเลือดอุดตัน

ออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อป้องกันปัญหาน้ำตาลในเลือด

ตะคริว สัญญาณเตือนว่าร่างกายขาดแคลเซียม

บางครั้งคุณเป็นตะคริวขณะออกกำลัง หรือกำลังทำอะไรอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน เช่น ถือปากกาหรือแปรงทาสี ไม่ว่ากรณีใดตะคริวเกิดขึ้นได้จากการใช้กล้ามเนื้อบางส่วนมากเกินไป การขาดน้ำ ความเครียด หรือความเหนื่อยล้า แต่ถ้าน่องของคุณเป็นตะคริวขณะนอนหรือจู่ๆ กล้ามเนื้อมัดหนึ่งก็ตึงขึ้นมา สาเหตุมาจากระบบประสาทส่งสัญญาณทางเคมีแบบผิดๆ สั่งให้กล้ามเนื้อมัดนั้นหดตัว ปัญหานี้มักเกี่ยวข้องกับความไม่สมดุลของโพแทสเซียมและโซเดียมในร่างกาย


ระวังเรื่องแร่ธาตุ ระดับแร่ธาตุกลุ่มอิเล็กโทรไลต์ (electrolite) ซึ่งได้แก่ โพแทสเซียม โซเดียม แมกนีเซียม และ แคลเซียม มีบทบาทต่อกล้ามเนื้อ ถ้าในร่างกายมีแร่ธาตุเหล่านี้ต่ำอาจทำให้เป็นตะคริวได้ง่าย คุณอาจไม่ต้องการโซเดียมหรือเกลือมากเท่าแร่ธาตุอื่น แต่อาจต้องเพิ่มแมกนีเซียมและแคลเซียม อาหารที่มีแมกนีเซียมคือ ขนมปังโฮ ลวีตและซีเรียล รวมทั้งพืชตะกูลถั่ว และถั่วเปลือกแข็ง ส่วนโพแทสเซียมนั้นมีในผักและผลไม้ โดยเฉพาะกล้วยหอม ส้ม และแตงแคนตาลูป ส่วนแคลเซียมมีมากในนม

อาจเป็นผลจากยา ถ้าคุณเป็นโรคความดันเลือดสูงและต้องกินยาขับปัสสาวะ ก็อาจเป็นสาเหตุให้ขาดโพแทสเซียมเนื่องจากต้องปัสสาวะบ่อย ผลที่ตามมาคือ ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า ไฮโปคาลีเมีย (hypokalemia) ซึ่งทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแอและเป็นตะคริว กรณีนี้ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวคุณดูว่าจะเปลี่ยนไปใช้ยาที่ไม่มีฤทธิ์ขับ ปัสสาวะได้หรือไม่

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ถ้าปรับเปลี่ยนอาหารที่กินแล้วคุณยังเป็นตะคริวอยู่ คุณอาจต้องกินในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยกินแคลเซียมและแมกนีเซียมอย่างละ 500 มก. วันละ 2 ครั้ง อย่ากินแมกนีเซียมเพียงอย่างเดียวเพราะแร่ธาตุทั้ง 2 ชนิดต้องทำงานควบคู่กัน