เบาหวานภัยใกล้ตัว

ปัจจุบันโรคเบาหวานถือได้ว่าเป็นเป็นโรคที่นิยมเป็นมากและสามารถพบได้ทั้งหญิงและชาย ในอัตราส่วน ที่ใกล้เคียงกัน สาเหตุหลัก ๆ ของโรคมักเกิดจากความอ้วน และ การขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นหลัก จึงทำให้โรคนี้มีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในประเทศไทย

สาเหตุหลักของการเกิดโรคเบาหวานนั้น มักมาจากอวัยวะควบคุมระดับน้ำตาลภายในร่างกายได้ทำงานเสื่อมลง จนไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลที่มีอยู่ในเลือดได้ ซึ่งโดยปกติกลไกของร่างกายเมื่อเรารับประทานอาหารอะไรก็ตาม ที่เป็นน้ำตาลเข้าไป เราจะเรียกอาหารกลุ่มนั้นว่าเป็นกลุ่มคาร์โบไฮเดรตและอาหารกลุ่มนี้นี่เองที่จะถูกย่อยสลายให้เป็น โมเลกุลขนาดเล็กๆหรือเป็นน้ำตาลโมเลกุลเชิงเดี่ยวก่อน และหลังจากนั้นก็จะถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือดโดยผ่าน ทางลำไส้ เมื่อน้ำตาลถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือดแล้วก็จะไหลเวียนเข้าไปทั่วร่างกายของเราโดยมีเลือดทำหน้าที่ เดินทางผ่านเข้ามายังบริเวณตับอ่อน ซึ่งภายในตับอ่อนก็จะมีตัวตรวจจับน้ำตาลในเลือด โดยจะมีการตรวจสอบว่า มีปริมาณน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากน้อยเพียงใด และหากพบว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น ตับอ่อนก็ จะหลั่งสารที่เรียกว่า อินซูลินออกมา ซึ่งสารอินซูลินนั้นเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่สร้างมาจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อน อินซูลินที่หลั่งออกมาจากตับอ่อนนั้นก็จะเป็นตัวพาน้ำตาลที่ลอยอยู่ในกระแสเลือดจากการรับประทานอาหารให้ไหล ออกนอกกระแสเลือดโดยไหลซึมเข้าไปยังอวัยวะต่างๆในร่างกายเพื่อนำไปเผาผลาญและใช้เป็นพลังงานตามที่ร่างกาย ต้องการต่อไป แต่ถ้าหากไม่มีอินซูลินหลั่งออกมาจากตับอ่อนแล้วน้ำตาลที่ถูกดูดซึมจากลำไส้และลอยอยู่บริเวณ กระแสเลือดก็จะไม่สามารถไหลออกมานอกกระแสเลือดได้ซึ่งจะทำให้น้ำตาลขังอยู่ในเลือดนั้น สาเหตุนี้เอง จึงทำให้เราเกิดอัตราเสี่ยงกลายเป็นโรคเบาหวาน ที่ยังคงพบมากในปัจจุบัน โรคเบาหวาน เป็นความผิดปกติเนื่องจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในร่างกายไปใช้ได้อย่างเต็มที่ สาเหตุเนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือร่างกายไม่สามารถตอบสนองต่อฮอร์โมนชนิดนี้ได้ จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นนั่นเอง


เบาหวาน 2 ชนิด ที่ควรรู้จัก คือ

1. เบาหวานชนิดที่ 1 เบาหวานชนิดนี้พบได้น้อย จำเป็นต้องฉีดฮอร์โมน คือ เกิดจากร่างกายผลิตฮอร์โมนได้น้อย พบได้ค่อนข้างน้อยประมาณ 5-10 %

2.เบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้อินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพ พบได้ประมาณ 90-95% ข้อแตกต่างของเบาหวานทั้ง 2 ชนิดคือ ชนิดที่ 1 ไม่สามารถป้องกันได้ แต่ชนิดที่ 2 ป้องกันได้ที่ ร้อยละ 80 โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหารนั่นเอง

 

วิธีดูแลสุขภาพก่อนเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน

· หลีกเลี่ยงอาหารรสหวาน มัน เค็ม และพยายามเพิ่มอาหารจำพวกผัก และผลไม้ที่รสไม่หวาน ปรับเปลี่ยนวิธีในการปรุงอาหารจากการทอด หรือใช้น้ำมัน เป็นการตุ๋น นึ่ง ต้ม

· เลิกสูบบุหรี่และควรหลีกเลี่ยงควันบุหรี่สำหรับท่านที่ไม่สูบบุหรี่ · ลด ละ เลิก การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

· ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

· ควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม ตรวจสอบอย่างง่าย คือ หญิงรอบเอวไม่ควรเกิน 80 เซนติเมตร ชายรอบเอวไม่ควรเกิน 90 เซนติเมตร

· ทำจิตให้ผ่อนคลาย และ ใช้เวลาว่างในการผักผ่อน

· หมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และในผู้ที่มี อายุ 35 ปี ขึ้นไป ควรตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

· ควบคุมระดับความดันโลหิต ไม่ให้เกินค่าปกติ คือ 120/80 หรือ ไม่ควรเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท

 

ปัจจัยเสี่ยง

· ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น กรรมพันธุ์ อายุที่เพิ่มขึ้น ประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือน้ำหนักเด็กแรกคลอดมากกว่า 4 กิโลกรัม

· ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น ความอ้วน ความดันโลหิตสูง ความผิดปกติของไขมันในเลือด การขาดการออกกำลังกายหรือ เกิดจากการใช้ยาบางชนิด

 

ข้อควรระวัง บางรายอาจไม่มีอาการดังกล่าวนี้เลย แต่ก็สามารถเป็นโรคเบาหวานได้

· อาการปัสสาวะบ่อย และอาจจะพบว่าปัสสาวะมีมดตอม

· หิวน้ำบ่อย เนื่องจากต้องทดแทนน้ำที่ถูกขับออกทางปัสสาวะ

· กินเก่ง หิวเก่ง แต่น้ำหนักจะลดลง เนื่องจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาล จึงใช้พลังงานจากการสลายไขมัน และโปรตีนจากกล้ามเนื้อมาทดแทน

· คันตามบริเวรผิวหนัง และอาจพบการติดเชื้อราจากบริเวณช่องคลอดของผู้หญิง

· ตาพร่ามัว เห็นภาพไม่ชัด

· ชาไม่มีความรู้สึก หย่อนสมรรถภาพทางเพศ เนื่องจากระดับน้ำตาลสูง นานๆ ทำให้ เส้นประสาทเสื่อม เกิดแผลที่เท้าได้ง่ายเพราะไม่รู้สึกนั่นเอง

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หมออนามัย.com และ ไทยโพสต์